แบกเป้บุกเดี่ยวเที่ยว 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ พื้นที่สีแดงที่ลงมาแล้วกลายเป็นพื้นที่สีชมพู
1,876 22  มิ.ย. 2560


4 วัน 4 คืน กับการตระเวนท่องเที่ยว ในพื้นที่ที่ใครหลายคนยังไม่กล้าเข้ามา 3 จังหวัดชายแดนใต้ของเรานั่นเอง ก่อนอื่นต้องขอเกริ่นกันก่อนนะครับ เนื่องจากกระทู้นี้เป็นกระทู้แรกในชีวิตของผม ซึ่งปกติไม่ค่อยได้เขียนอะไรที่เป็นจริงเป็นจังแบบนี้ แต่เนื่องจากได้ลงไปสัมผัสกับพื้นที่นี่แล้ว อดใจไว้ไม่อยู่จริงๆ ที่จะแร์ประสบการณ์เดินทางสนุกๆ ครั้งนี้ ถ้าพร้อมแล้วก็ออกลุยกันเลย

บทที่ 0 (เหตุเกิดจากความเหงา) จุดเริ่มต้นของการเดินทางในครั้งนี้จริงๆ แล้วคือเหงาและอยากหายอดเขาพิชิตสักที่ เหนือก็ไปบ่อยแล้ว ยิ่งช่วงนี้อากาศดี คนเยอะมากเลยขอเลี่ยงคนดีกว่า และแล้วยอดเขา ฆูนุงซิลิปัต ยอดเขาตัดที่มีทะเลหมอก 360 องศา แห่งเมืองเบตงก็คือคำตอบ นั่นเองง แต่ไหนๆก็บุกใต้สุดแดนสยามทั้งที เลยมีความคิดอยากจัดให้ครบมันทั้ง 3 จังหวัดซะเลย จึงชักชวนหาเพื่อนฝูง ทั้งประกาศทางเฟสบุ้ค เอารูปทะเลหมอกแบบอลังการมาล่อ แต่ก็ยังไม่เป็นผล แถมพอชวนแล้วยังมีแซวกลับมาให้ขวัญเสียอีกนะเออ เห้ย!! พื้นที่สีแดง เตรียมเสื้อเกราะยัง ซื้อประกันยัง อยากกินอะไรไหม แหมะ!! นี่ไม่ไปด้วยยังมีทำลายขวัญกันอี๊กกกก ผมก็เป็นเช่นคนทั่วไปได้เสพข่าวมาพอประมาณ ก็มีหวั่นๆอยู่ไม่น้อย แต่ด้วยความที่อยากจะเอาชนะความกลัว และเอาชนะใจตัวเอง ทริปนี้ก็เลยเกิดขึ้น หลังจากรวบรวมผู้ร่วมทริปได้มาแล้ว 1 คนถ้วน ก็เริ่มหาข้อมูลกันดีกว่า ปกติเวลาผมออกเดินทางจะใช้คติ (Best) plan is no plan แต่สำหรับพื้นที่ที่เหตุการณ์ไม่ปกติเช่นนี้ เราก็พักคตินี้ไว้ก่อนละกันโน๊ะ แหล่งข้อมูลของเราก็ไม่ใช่ที่ไหนไกล pantip ของเรานั่นเอง เอง เองงงงงงง เมื่อเสิร์จ ผมก็ไปสะดุดตากับรีวิว สามพี่น้องเที่ยวสามจังหวัดของคุณผักบุ้ง ซึ่งเน้น ฆูนุงซิลิปัตเช่นกัน ตรงประเด็นเปะ!! รอช้าอยู่ใย ทักแชทเฟสบุ้คไปขอข้อมูลกันดีกว่า ซึ่งก็ไม่ผิดหวังเลยที่เดียว เพราะทำให้ผมได้รู้จักกับบุคลที่เรียกได้ว่า ทำให้ทริปนี้เกิดขึ้นได้และเดินไปได้อย่างราบรื่นเลยทีเดียว 

บทที่ I (หาข้อมูลเตรียมตัว) เมื่อได้คุยกับคุณผักบุ้งเรียบร้อย ก็ได้ข้อมูลมาว่า มีพี่ใจดีแห่งเมืองเบตงอยู่คนนึง เขามีนามว่า "แบมัง" แห่งเมือง อัยเยอร์เวงนั่นเอง เนื่องจากว่าพี่แบมังจะเป็นธุระ ในการหาคนพาเดินขึ้นเขาฆูนุงซิลิปัต ผมจึงไม่รอช้าติดต่อไปหาพี่เขาในทันที แต่เนื่องด้วยทางขึ้นในช่วงแรกจะต้องใช้รถ 4WD ซึ่งปกติแล้วจะรวมกันแล้วเหมาขึ้นไป ผมจึงต้องโทรไปเจรจา เพื่อถามว่าจะพอมีทางไปคนเดียวหรือจะมีคนเพิ่มในวันนั้นไหม

หลังจากพูดคุยกันผมก็ได้รู้จักกับพี่อีกคนนึงซึ่งชื่อ แบวี บ้านอยู่ปัตตานี แบวีบอกว่า นราธิวาสเขาจะติดต่อให้อีกคนนึง ชื่อ แบมัง ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ดับเพลิงอยู่ที่ นราธิวาส สรุปแล้วแผนการคร่าวๆก็คือ ผมลงเครื่องที่สนามบิน นราธิวาส แบมัง(นรา) มารับพาเที่ยว ส่งตัวผมต่อให้ แบวี ปัตตานี แล้วก็ส่งตัวผมต่ออีกที ให้แบมัง อัยเวง ส่งกันสนุกเลยแค่คิดก็ตื่นเต้นแล้ว ผมก็เริ่มจองตั๋ว ผมเลือกของสายการบิน Airasia ราคาอยู่ที่ 1,186.05 บาท

บทที่ II ( เมื่อวันนั้นมาถึง ) ไฟร์ทบินของผมในวันนี้คือ 10:30 น. ด้วยความตื่นเต้นผมมาถึงสนามบิน ตั้งแต่ 8:20 น. ไม่เคยออกเดินทางท่องเที่ยวครั้งไหนตื่นเต้นเท่านี้มาก่อน

ลำนี้แหละที่จะพาเราไปเยือนถิ่นแดนใต้ ระหว่างเส้นทางบินในวันนี้ค่อนข้างมีฝน มีเครื่องตกหลุมอากาศบ้าง แต่ก็ผ่านไปได้ด้วยดี เนื่องจากเพิ่งเคยมาสนามบิน นราธิวาสเป็นครั้งแรก มองออกไปนอกหน้าต่าง พระเจ้าช่วยนี่เครื่องกำลังจะร่อนลงทะเลหรือนี่ แอบตื่นเต้น สักพักเครื่องก็บินผ่านชายหาด ต้นมะพร้าว แล้วไปลงรันเวย์ โอโห้ วิวการลงนี่สวยสุดเท่าที่เคยนั่งเครื่องมา 

บรรยากาศครึ้มฝนสักหน่อย เพราะช่วงมรสุมเข้าพอดี สวัสดีนราธิวาส อย่างเป็นทางการ


บทที่ III ( สวัสดีนราธิวาส ) เมื่อเข้ามาในตัวอาคารสนามบิน เราก็จะพบกับสัญลักษณ์ประจำเมืองนราธิวาส นั่นก็คือ เรือกอและนั่นเอง เป็นเรือที่ใช้ในการทำประมงของที่นี่ ซึ่งของจริงก็มีลวดลายงดงามเช่นนี้จริงๆ 

เมื่อมาถึงก็นั่งรอในสนามบินโทรหาคนมารับ ซึ่งมีการเปลี่ยนแผน แบวีขับรถมาจากปัตตานี เพื่อจะมารับเอง และพาไปหาแบมังอีกทีนึง ใจดีมากๆ รอประมาณ 10 นาที ก็ได้พบกัน ประโยคแรกๆผมก็ถามถึงสถานการณ์โดยทั่วไป แต่แบวีก็ยังให้ความอุ่นใจว่า ไม่มีอะไรหรอกที่นี่ มากับคนในพื้นที่ สบายใจได้ แล้วทำไมถึงกล้ามาคนเดียวหละ แบวีถามกลับ ผมอยากมาเห็นด้วยตาตัวเองครับ และอยากมาที่นี่นานมากแล้ว แต่ยังไม่มีโอกาส ระหว่างขับรถไปเราก็จะเห็น ด่านตรวจเป็นระยะๆ ช่วงแรกๆยังไม่ค่อยได้ถ่ายรูปกับ แบวีนะครับ แอบเกรงใจ หลังจากที่รับผมแล้ว แบวีก็ไปรับแบมัง เจ้าของพื้นที่ นราธิวาส ที่จะพาเราไปเที่ยวกันในวันแรก 

เมื่อได้ตัวแบมังจากสถานีดับเพลิงนราธิวาส ก็ครบทีม ไม่รอช้าลุยกันเลยดีกว่า สถานที่แรกที่แบมังพาไปก็คือ หาดนราทัศน์ ครับ ซึ่งตอนผมไปถือว่าโชคไม่ค่อยดี พายุเข้าคลื่นแรง และฟ้าไม่เปิด จึงทำได้แค่ชมแบบคร่าวๆ แต่สิ่งแรกที่แปลกตาและสะดุด คือเพิ่งเคยเจอ คือน้องแพะทะเลนั่นเอง 

ชมบรรยากาศกันได้สักพักฝนเริ่มลงเม็ด แบมังจึงพาขับรถวนรอบๆหาด พาดูทุกจุด พร้อมเล่าประวัติ ชี้จุดที่เคยมีเรือทุกหินมาอัปปาง จริงๆผมว่าหากฟ้าเปิด ที่นี่น่าจะสวยมากเลยนะ ไว้มาคราวหน้าอีกรอบเนอะ จากนั้นเราก็ขับรถออกจากหาด ผ่านสะพาน ปรีดานราทัศน์ ซึ่งมองผ่านไปจะเห็นมัสยิดกลาง นราธิวาสครับ

ภาพเรือ กอและที่ชาวบ้านเอามาจอดแอบคลื่นไว้ เต็มสองฝั่ง ขับเลยมาอีกนิด เราก็จะเจอกับวงเวียน แบมังบอกว่าที่นี่ถ่ายรูปสวย ลงไปจัดกันสักหน่อยดีกว่า

แบวีของเราโชว์สเต็ปการแอ็คท่าให้ดู นี่เพิ่งผ่านไปแปบเดียว สนิทกันละ ไวมากๆๆ จากนั้นเราก็ขับรถเพื่อจะไปดูอีกมุมนึงของหาด ซึ่งจะเหมือนมองจากด้านหลังมาอีกทีหนึ่ง ระหว่างทางนั้น แบมังบอกว่า ที่นี่มีของดีนั่นคือ กรือโป๊ะ หรือกระโป๊ะ เป็นข้าวเกรียบปลา แข็งๆหน่อย แต่อร่อยมากกกก เรียกได้ว่าใครมานราธิวาส ต้องหากินให้ได้เลยนะ ไม่งั้นพลาดของอร่อยแล้วจะหาว่าไม่บอก

หลังจากได้รับพลังจากกรือโป๊ะกันแล้ว เราก็มาถึงหลังหาดนราทัศน์ เพื่อที่จะมาดูอีกมุมหนึ่ง โชคดีมีเรือจอดอยู่หนึ่งลำ เมื่อเข้าไปดูใกล้ๆ ถึงกับต้องร้อง ว้าว ว้าว ว้าาวววว มันช่างงดงามอะไรเช่นนี้ สัมผัสได้ถึงความประณีตและใส่ใจในการเพ้น เหมือนกับว่า เรือลำนี้คือชีวิตของพวกเขาด้วย

หลังจากนั้นเราก็ออกเดินทางกันต่อ สถานที่ต่อไปที่ แบมังจะพาเราไปนั้น นั่นก็คือ อุทยานแห่งชาติ อ่าวมะนาว - เขาตันหยง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากหาดนราทัศน์มากนัก ระหว่างทาง แบมังเเล่าด้วยว่า หากใครมีบุญจะสามารถเห็น องค์พระบนเขาตันหยง ด้วยนะ

เมื่อมาถึงที่นี่ เราก็เจออพนักงานต้อนรับขาประจำ น้องแพะของเรานั่นเอง

ปิดท้ายสถานที่นี้ด้วยภาพหาดนะครับ จริงๆผมว่าถ้ามาในช่วงปกติจะสวยมากๆ ขนาดมาช่วงมรสุม น้ำยังเป็นสีเขียวๆ สวยงามมากเลยทีเดียวเชียว

จากนั้นแบมังก็พาผมไปไหว้พระ เพื่อเอาฤกษ์ เอาชัย กันสักหน่อยที่วัด เขากง เพื่อเคารพ พระพุทธทักษิณมิ่งมงคล พระองค์ใหญ่ดูเด่นเป็นสง่ามากครับ 

เดินลงมาฝั่งตรงข้าม ก็จะเจอกับ หลวงพ่อปอเลาะ

เที่ยวมาได้สักพัก ท้องเริ่มหิวอีกแล้ว แบมังไม่รอ ช้าพาไปร้านข้าว เพื่อพาไปทานอาหารที่ขึ้นชื่อของที่นี่ นั่นก็คือข้าวยำ ด้วยความหิวผมจึงดิ่งตรงไปสั่งก่อนเพื่อน ได้ข้าวยำกับแพนงมา แต่แบมังบอกว่า จริงแล้วถ้าจะให้อร่อย ต้องกินกับไก่ทอด 

     

หน้าตาก็สวยงามอย่างที่เห็นครับ ส่วนรสชาติไม่ต้องพูดถึง อร่อยเหาะ คุณชาคริต ให้สามผ่านค้าบบบบ แถมราคาอาหารที่นี่ ก็ไม่แพงด้วยนะ เมื่อท้องอิ่ม ก็ได้เวลากองทัพเคลื่อนพลต่อ เนื่องจากฝนเริ่มโปรยปรายมาอีกรอบ แบมังจึงพาขับรถเที่ยวชมเมือง

สถานที่ต่อไปที่เราจะลงกันก็คือ มัสยิดกลางนราธิวาสครับ ซึ่งลงตรงนี้เราก็จะสามารถได้ถ่ายรูป กับหอนาฬิกา นราธิวาสด้วยครับ

หลังจากนั้นก็ขับรถ ชมสถานที่ต่างๆรอบเมือง เชิญเสพรูปกันเลย

เมื่อเที่ยวชมเสร็จ ก็มานั่งคุยกันที่บ้านของแบมัง บ้านแบมังเป็นบ้านเล็กๆที่ดูอบอุ่น แบมังเป็นคนอารมณ์ดีนะที่ผมรู้สึกได้ และใจดีมากด้วย รู้สึกประทับใจมาก จริงๆยังมีอีกหลายที่ที่น่าเที่ยว แต่เนื่องด้วยเวลาน้อย และบวกกับสภาพอากาศ แต่ไม่เป็นไร คราวหน้าต้องมาอีกแน่นอนน เวลาแห่งการร่ำลาก็มาถึง ผมไม่มีอะไรจะให้นอกจากคำขอบคุณ และคำสัญญาว่า จะไปบอกให้คนอื่นรู้ว่าสถานที่แห่งนี้มีความสวยงามและความอบอุ่นแค่ไหน หากใครอ่านมาถึงตรงนี้ คงเริ่มที่จะอยากเที่ยวสามจังหวัดแล้วหละสิ แต่นี่เพิ่งผ่านไปจังหวัดเดียวนะ คงต้องปิดการเดินทางของนราธิวาสไว้เพียงเท่านี้

บทที่ IV ( ปัตตานี เมืองนี้ มีสเน่ห์ ) หลังจากที่ร่ำลา แบมัง แห่งเมืองนราธิวาสกันไปแล้ว คราวนี้ก็ถึงคิวการแสดงของ แบวี เจ้าของพื้นที่ปัตตานี ที่มาพร้อมกับ แบแอร์ เมื่อออกจากเมืองนราธิวาส แบวีก็รีบบึ่งรถเข้าเมื่องปัตตานี เพราะจะได้ไม่ดึกมากนัก ระหว่างทางฝนกก็ตกตลอดทาง และแล้ว เวลา 19:00 น. เราก็มาถึงปัตตานีกันจนได้ สถานที่แรกที่ แบวีพาไปนั้นก็คือ มัสยิดกลางนั่นเอง เมื่อมาถึง ถึงกับพูดอะไรไม่ออก มันสวยงามมาก สวยมากจริงๆ สวยจนเหมือนไม่ได้อยู่เมืองไทย

เป็นไงครับกับความงดงามของมัสยิดกลาง ปัตตานียามค่ำคืน สวยเว่อวัง อลังการมากๆ หลังจากชมมัสยิดเสร็จแล้ว แบวี ก็พามาทานร้านข้าวต้ม ร้านประจำของแบวี อยู่ฝั่งตรงข้ามมัสยิดเลยครับ อร่อยมาก และราคาย่อมเยา เช่นเคย 

หลังจากทำธุระส่วนตัวเสร็จ แบวีกับแบแอร์ ก็มารับไปตะเวน ปัตตานีกันต่อ ลุย!!!! ระหว่างทางก็จะเจอกับด่านตรวจเป็นระยะ 

สถานที่แรกที่เราจะไปกันในวันนี้คือ วัดช้างให้ วัดดังที่ต้องมาสักการะหลวงปู่ทวด นั่นเองง 

เมื่อเรามาสักการะหลวงปู่ทวด อีกสิ่งหนึ่งที่มาแล้วพลาดไม่ได้ นั่นก็คือการลอดท้องช้าง วิธีการลอดก็คือ ลอดท้องตัวพ่อ แล้วออกมาทางข้างหน้า จะมีความเชื่อว่า การงาน การเงินก้าวหน้า ชีวิตเจริญรุ่งเรือง แล้วไปลูบงวงตัวลูก จะได้มีโชค มีลาภ พร้อมแขวนพวงมาลัยที่งา แล้วท่องคาถาบูชาหลวงปู่ทวด พวงมาลัยจะเตรียมไปเองก็ได้หรือ จะมีเด็กๆคอยให้บริการหน้ารูปช้าง ชุดละสองร้อย

ขับรถออกมาจากวัดช้างให้อีกนิด เราก็จะเจอกับวัดนางโอ ตอนแรกที่เห็นเด่นชัดสะดุดตา ชวนให้แวะเข้าไปเยี่ยมชม คือองค์พระองค์ใหญ่ ปางไสยาสน์ เลยบอกให้แบวีเลี้ยวไปขอถ่ายรูปสักหน่อย พอเข้าไปดูใกล้ๆ องค์พระเหมือนกำลังร้องไห้ ถือว่าได้ภาพแบบอเมซิ่งมาก

จากนั้นก็ตีรถกลับเข้ามาในตัวเมือง ระหว่างทางก็จะเจอกับตลาดนัด ดูคลาสสิค ดีผมชอบขอเก็บรูปไว้สักหน่อย

เมื่อถึงเวลาสาย ท้องก็เริ่มหิว แบวีบอกว่าจะพาไปกินของดีที่นี่ นั่นก็คือโรตี ร้านที่แบวีพามาเป็นร้านเล็กๆ ดูคลาสสิคเช่นเคย ชื่อร้าน แวมะโรตี แบวีบอกว่า ตอนเช้าๆ ร้านนี้คนจะเยอะมากๆ ขายดีสุดๆ ตั้งอยู่ไม่ไกลจากมัสยิดกลางมากนัก

เสร็จแล้วหน้าตาสวยงามน่ารับประทาน เสริฟคู่กับดิฟ 2 รสชาติ อันนึงทำจากถั่วเหลืองหวานๆหน่อย อีกอันเป็นน้ำแกงแล้วแต่คนชอบนะ แบวีบอกว่า ถ้าจะให้อร่อย ต้องกินกับมือ แบบนี้ พูดแล้วก็โชว์ซะเลย 

เมื่ออิ่มท้องก็เดินทางกันต่อ ระหว่างทางจะเจอกับแหล่งเสื้อผ้ามือสอง ให้เลือกชมกันนะ ราคาย่อมเยาว์

และแล้วก็ถึงสถานที่ต่อไปของเรา นั่นก็คือ มัสยิดกลางปัตตานี ว่าแล้วก็ขอเปลี่ยนเสื้อ ใส่เสื้อปากีให้เข้ากับสถานที่สักหน่อย จากนั้นก็ลงไปเก็บภาพความสวยงามของที่นี่ดีกว่า 

ถ่ายรูปตัวเองคู่กับที่นี่สักหน่อย ดูกลมกลืนกันไปเลยทีเดียว

ภายในครับ ของจริงนี่งดงามมาก ผมถ่ายรูปไม่ค่อยสวยเลยเก็บมาให้ได้ไม่เต็มที่ ต้องมาดูเองครับ

หลังจากเราออกจากมัสยิดกลางแล้ว สถานที่ที่เราจะแวะต่อไป เป็นสถานที่สำคัญที่สุดอีกที่หนึ่ง ซึ่งหากพูดชื่อนี้ คงไม่มีใครที่ไม่รู้จักแน่นอน สถานที่ที่ผมกำลังพูดถึงอยู่นี้ คือ มัสยิดกรือเซะ มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า มัสยิดปินตูกรือบัน กรือเซะมีความหมายว่า ทรายสีขาวดั่งไข่มุก เนื่องจากมีหาดทรายที่ขาวสะอาด ในสมัยก่อนชาวอาหรับแล่นเรือมาที่ชายหาดแห่งนี้ ชาวอาหรับเรียกชื่อชายหาดแห่งนี้ว่า ลุ ลุ ซึ่งหมายถึงไข่มุข ในภาษามาลายู ปัจจุบันพื้นที่แห่งนี้ ถูกเรียกว่า ตันหยงลูโล๊ะ ชื่ออย่างเป็นทางการของมัสยิดกรือเซะ คือ มัสยิดสุลต่านมูชัฟฟาร์ ซาห์ เป็นมัสยิดแห่งแรกในอาเซี่ยน ที่ถูกสร้างด้วยอิฐแดง เป็นมัสยิดโบราณกว่า 300 ปี ถูกสร้างขึ้นเมื่อสมัย สุลต่านมูชัฟฟาร์ ซาห์ เป็นเจ้าเมืองปัตตานี พ.ศ. 2073 - 2107 และในเมื่อปี พ.ศ. 2478 กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานด้วยนะ

เมื่อมาถึงที่นี่เอาจริงๆรู้สึกขนลุกนะ ค่อนข้างดูเงียบๆ มีเพื่อนเล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนที่นี่คึกคักมาก รถทัวร์จากมาเล สิงคโปร์ มาลงทัวร์ จอดกันยาว มีของขายเยอะมาก ครึกครื้น คนละเรื่องกับตอนนี้

อีกสิ่งที่สำคัญคือ ปืนใหญ่พญาตานี จำลอง ปืนใหญ่พระญาตานี สร้างขึ้นในสมัยรายาบีรูเป็นเจ้าเมืองปัตตานี สร้างพร้อมกับ ปืนใหญ่ ศรีนคราและมหาเลลา ปืนใหญาพญาตานี ได้นำไปจัดแสดงไว้ที่หน้ากระทรวงกลาโหม กรุงเทพมหานครฯ ในปี พ.ศ. 2329 โดยจารึกชื่อปืนใหญ่ว่า "พญาตาณี" ใช้ "ณ" นอกจากนั้น ปืนใหญ่พญาตานี ยังเป็นตราประจำจังหวัดอีกด้วย มีเรื่องเล่าว่า เมื่อทำไปไว้ที่กระทรวงกลาโหม ปืนใหญ่มีการย้ายที่อยู่บ่อยครั้ง จึงมีการแก้เคล็ดโดย เอาดินจากปัตตานีไปไว้ที่นั่นด้วย หลังจากนั้นได้มีการทำปืนใหญ่จำลองขึ้นมา แต่ก็มีเหตุการณ์คนร้าย เอาระเบิดมาไว้ในปืนใหญ่ ปัจจุบันจึงเหลือแต่ฐาน อีกสถานที่ใกล้ๆ สามารถเดินไปหากันได้คือ ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวครับ แวะถ่ายรูปสักหน่อย

หลังจากนั้นเราก็ไปหอดูนก ของปัตตานีกันทั้งสองที่กัน ขึ้นไปสูดอากาศสดชื่นกันสักหน่อย 

หลังจากดูนกเสร็จก็เริ่มหิว ผมเลยขอให้แบวี พาไปร้าน นำรส ซึ่งร้านนี้คุณผักบุ้งแนะนำมาว่า ต้องมาลอง เป็นร้านราดหน้า ที่ทำจากเตาถ่าน ร้านดังของปัตตานีเลยก็ว่าได้ เนื้อสัตว์เน้นๆ เส้นหนักๆ กินเข้าไปกลั่นควันถ่านหอมเตะจมูกมาก เรียกได้ว่าหากใครทำจมูกมาใหม่ๆ จมูกเบี้ยวได้เลยทีเดียว ตอนแรกสั่งมาชามเดียวก็อิ่มแล้ว แต่คุณผักบุ้งเสริมอีกว่า ต้องลองเส้นกรอบ เดี๋ยวจะหาว่ามาไม่ถึง ผมก็เลยจัดสองชาม แน่นกันเลยทีเดียว 

เมื่อท้องอิ่มก็แวะถ่ายรูปกับศาลหลักเมือง ปัตตานีสักหน่อย ก่อนเข้าที่พักแล้วรอออกย่ำราตรี เมืองปัตตานีกัน

สถานที่พักของผม ผมเลือกโรงแรม my garden เนื่องจากใกล้บ้านแบวีครับ คืนแรกนอนห้องแอร์เพราะห้องพัดลมเต็ม คืนที่สองนอนห้องพัดลม ผมชอบห้องพัดลมมากกว่านะ เปิดหน้าต่างนอน เย็นสบายมาก อากาศดีสุดๆ

หลังจากอาบน้ำพักผ่อน เวลาประมาณ สองทุ่ม แบวีก็มารับ ไปกินชา กินนม นั่งคุยกันและแนะนำให้รู้จักเพื่อนใหม่เพิ่มอีกครับ จากนั้นก็ขับรถเล่น ดดูไฟตรงสะพาน ไปนั่งร้านนมที่เคยเป็นอู่ต่อเรือเก่า ดูหอนาฬิกา บลาๆๆๆ ตอนกลางคืน สวยไปอีกแบบ

สำหรับการท่องเที่ยวเมืองปัตตานี ก็จบลงในคืนนี้ ยังไม่อยากออกจากที่นี่เลย ติดใจทุกอย่าง ผู้คนที่ใจดีเป็นมิตร สถานที่ท่องเที่ยวสวยๆงามๆ อาหารรสชาติอร่อย บรรยากาศสุดโรแมนติกยามค่ำคืน เรียกได้ว่าเป็นเมืองที่มีครบทุกอารมณ์จริงๆ แต่งานเลี้ยงก็ต้องมีเลิกรา วันนี้จึงกลับไปพักผ่อน พรุ่งนี้ต้องออกเดินทางต่อ แบวีจะมารับไปส่งที่ท่ารถในตอนเช้า

บทที่ V ( ร่ำลาปัตตานี สู่วิถีเบตง ) แล้วเช้าวันรุ่งขึ้นก็มาถึง อาบน้ำเก็บของเตรียมพร้อมรอแบวีมารับ แต่ระหว่างที่รอเขา ข่าวดินฟ้าอากาศก็มา ซึ่งไม่เป็นข่าวดีเสียเลย ข่าวบอกว่า พายุลูกใหม่จะเข้าในวันนี้และยาวไปอีกสามวัน 

ยานพาหนะที่จะนำเราไปเมือง เบตงก็คือ แท๊กซี่สุดคลาสสิค ที่เขาว่า ถ้ามาต้องลองนั่งดูให้ได้ แผนการเดินทาง คือต้องนั่งรถไปลง ยะลา แล้วต่อรถจากยะลา ไปเบตงอีกทีหนึง ค่าโดยสารคนละ 40 บาท รอคนครบ 4 คนรถจึงจะออกครับ 

สมาชิกที่จะร่วมเดินทางไปคันเดียวกัน เด็กหญิงคนนี้ชื่อ ราเนีย ชื่อน่ารักจัง ได้เวลารถออกเดินทาง 11 : 45 น. ความเร็วเฉลี่ยอยู่ที่ 50 กม/ชม. ถือว่าไปกันแบบชิคๆ ชิลๆ ใช้เวลา 1 ชม.ก็มาถึงท่ารถยะลากันแล้ว

เอาสัมภาระวางติดต่อแจ้งความจำนงแล้วก็นั่งรอคนครบเหมือนเดิมครับ รอบนี้ หกคนถ้วน เบียดๆ กัน อบอุ่นดี

ระหว่างรอเริ่มหิวเดินมาหาอะไรกินสักหน่อย ที่ดูแปลกตาคือแถมผักและน้ำจิ้มมาให้ ปกติจะเคยเจอแต่แถมน้ำพริก กะปิ อันนี้น้ำจิ้มคล้ายๆน้ำจิ้มไก่ สัมผัสแรกที่โดนลิ้นจะหวานๆหน่อย ผ่านไปสักพักก็จะเผ็ด กินไปๆก็อร่อยดีนะ หลังจากที่รวมเวลารอและเดินทาง เราก็มาถึงเมืองอัยเยอร์เวง จุดหมายต่อไปของเรา ในเวลา 16 : 00 น. 

เมื่อมาถึง แบมัง อัยเยอร์เวงก็ตอนรับด้วยอาหารแบบจัดเต็ม เหมือนรู้เลยว่ากำลังหิว อยู่ในช่วงเจริญอาหารเสียด้วย จัดหนักกันเสียหน่อย จริงๆเมื่อมาถึงอัยเยอร์เวง เราก็มาเจอกับเพื่อนใหม่อีกสองคน ซึ่งเธอทั้งสองเดินทางมาจากกทม. แต่เธอไม่ได้ขึ้นเขาไปกับผมด้วย แต่เราจะไปตระเวนเบตงด้วยกันในวันพรุ่งนี้

หลังจากที่ทานข้าวกันจนแน่นท้อง แบมังบอกว่า ตอนแรกตั้งใจจะพาไปดูหมู่บ้านซาไก แต่เนื่องจากว่า ฝนตกมาอย่างต่อเนื่อง การเดินทางเข้าไปค่อนข้างยากลำบาก แต่โชคดีที่วันนี้ชาวซาไกลงมาพอดี เลยพาไปพบปะกันเสียหน่อย

หลังจากเยี่ยมเยียนชาวซาไก เรียบร้อยแล้ว ผมก็กลับมาเพื่อรอคนที่จะพาผมขึ้นเขาในคืนนี้ ระหว่างที่นั่งรอ แบมังก็แนะนำให้รู้จักกับรองผู้ใหญ่บ้านครับ แล้วก็เช่นเคยครับ ผมได้รับการตอนรับที่อบอุ่นอย่างต่อเนื่อง เขาพาเราไปนั่งจบน้ำชา กินโรตี พูดคุยกันระหว่างรอ เติมพลังก่อนเจอศึกหนักในคืนนี้ 

และแล้วเวลาแห่งความมันก็มาถึง ต้องเกริ่นก่อนว่า ยอดเขาฆูนุงซิลิปัต ปกติแล้วจะต้องเดินทางโดยรถ 4 WD ขึ้นไปประมาณ 3 กิโลเมตร จากนั้นเดินเท้า ต่ออีก 3 กิโลเมตร แบมังบอกว่า ใช้เวลาเดินประมาณ 2 ชั่วโมง แต่เนื่องจากผมไปคนเดียว แบมังจึงจัดรถ ฮอนด้า ว้า เหว่ มาให้แบบสุดแรง จัดไปคนละกันกับพี่ที่จะนำทาง แบมังยังเสริมต่ออีกว่า ใช้มอไซค์แหละดีแล้ว จะได้ไม่ต้องเดินเยอะ จัดไป แบมังว่าดีผมก็อุ่นใจ 

แล้วเส้นทางสุดชิลก็มาถึง ผลสรุปมาล้มตั้งแต่โค้งแรก หากใครเคยขับมอไซค์ที่เป็นดินแดงเลนๆ แบบฝนตกชุ่มมาติดต่อกันคงจะเข้าใจดี สุดท้ายขับกันไปไม่ถึง 1 กม. แบเลาะห์ (คนนำทาง) บอกว่าเราทิ้งรถไว้นี่เถอะ เดินน่าจะเร็วกว่า ผมก็เห็นด้วยในทันใด 555555 เรารีบจ้ำกันตลอดทาง อาจจะเพราะความมืดและกลัวฝนตก แต่โชคดีมากระหว่างที่เราเดิน ฝนหยุดแฮะ น่าแปลกใจ เดินมาสักพักก็ถึงที่หมาย ใช้เวลาโดยประมาณ 1 ชม. 10 นาที พระเจ้า ทำลายสถิติ  ด้วยสภาพนี้

เมื่อมาถึงก็ขอตัวล้างเท้าทำความร่างกายสักหน่อย เมื่อทำธุระเสร็จก็ออกมา เห็นแบเลาะห์กำลังก่อไฟ เพื่อจะต้มน้ำให้เราชงโอวันตินกินแก้หนาว

หลังจากนั้นนั่งคุยกันนิดหน่อยพออิ่มเอมใจ ก็ได้เวลาเข้านอน คืนนี้ขอลากันไปด้วยที่นอนแบบง่ายๆกันเลยละกันโน๊ะ พรุ่งนี้เราจะได้ตื่นมาเจอกับ ฆูนุงซิลิปัตกัน ฝันดี ที่นี่ อัยเยอร์เวง

เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้น เพื่อนเรียกให้เราไปตามล่าหาทะเลหมอกกัน ผมรีบตื่นจัดแจงธุระส่วนตัว แล้วมุ่งหน้าขึ้นยอดเขาในทันที่ ทางเดินขึ้นในวันนี้แตกต่างจากเมื่อคืน วันนี้จะเป็นหินชัน แต่ก็ไม่ถือว่าเดินยากมาก 

ใช้เวลาไม่นาน ประมาณ 30 นาทีเราก็ถึงยอดเขา ฆูนุงซิลิปัตที่รอคอย

ยืนเสพบรรยากาศทะเลหมอกสักพักก็ได้เวลาเดินลง ตอนลงก็มาเจอกันภาพบาดตาจริงๆ ไม่ได้อะไรแค่อิจฉา

เมื่อได้เวลา ก็รีบเดินลงเพราะต้องไปเบตงกันต่อ เก็บของ เก็บภาพในตอนเช้า แล้วรับเดินลงดีกว่า

เมื่อเสร็จภาระกิจพิชิตเขาเสร็จแล้ว เราก็มาล้างเนื้อล้างตัว พร้อมกับทานข้าว แล้วเราจะไปเมืองเบตง กับสองสาวที่มาจากกทม. ที่เกริ่นไว้ แบมังก็ยังคงจัดเต็มกับอาการเช่นเคย เรียกได้ว่า มาที่นี่ไม่มีคำว่าหิว

เมื่อกินข้าว พร้อมแล้ว เราก็เข้าสู่เมืองเบตง แบมังพาไปสถานที่ที่ไม่ควรพลาดหากมาเบตง ทั้งอุโมงค์ปิยะมิตร บ่อน้ำร้อน และอื่นๆ อีกมากมาย

บทที่ VI (งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา) ตั้งแต่วินาทีแรกที่ผมเหยียบพื้นที่ สามจังหวัด ผมประทับใจตลอดเวลา ผู้คน สถานที่ อาหาร สิ่งต่างๆมันสวยงามมาก ขอขอบคุณ ทุกคนที่ทำให้เรื่องราวในกระทู้นี้เกิดขึ้นได้ ขอบคุณมิตรภาพดีๆ ขอบคุณตัวเองที่กล้าตัดสินใจลงมาที่นี่ ขอบคุณดินฟ้า อากาศ เนื่องจากช่วงที่ผมมานั้น มรสุมเข้าพอดี แต่ที่น่าแปลกใจคือ ฝนจะตกช่วงที่ผมเดินทาง พอถึงที่หมายก็หยุดให้ผมได้ลงไปถ่ายรูป พอขึ้นรถก็ตกต่อ เป็นแบบนี้บ่อยมาก 

สำหรับความคิดส่วนตัวของผม สามจังหวัดยังเป็นสถานที่ที่มาเที่ยวได้ แต่ต้องยอมรับว่า สถานการณ์ไม่เหมือนจังหวัดทั่วไป การมาเที่ยวควรจะมีคนในพื้นที่พาเที่ยว อย่างน้อยเราจะได้รู้รายละเอียด ได้ความรู้สถานที่นั้น ได้รู้สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง ได้เที่ยวในยามวิกาลแบบสบายใจ หากมีโอกาส ดินแดนแห่งนี้ยังรอคอยให้คนไทยลงมาสัมผัสนะครับ และผมก็หวังในใจลึกๆในฐานะคนไทยคนหนึ่ง คืออยากเห็นพื้นที่เหล่านี้กลับมาเป็นปกติ คนไทยจะได้เห็นอะไรสวยงามอีกเยอะ ขอบคุณการต้อนรับและรอยยิ้มที่ได้รับจากที่นี่ มีโอกาสเราคงได้พบกันใหม่

ขอบคุณรีวิวสนุกๆ จากสมาชิกพันทิป และสามารถติดตามเพิ่มเติมได้ที่ Chakissss


เเท็กที่เกี่ยวข้อง
เที่ยวสามจังหวัดภาคใต้ เที่ยวภาคใต้


TOP 10 THE BEST REVIEWS

Copyright 2017 TRIPGETHER. All Rights reserved.

Check Bot

แสดงบอทที่เข้ามาเก็บข้อมูล
บอทตัวล่าสุดที่เข้ามาเก็บข้อมูล คือ
Google (66.249.71.26) วันนี้ เวลา 11.30 น.