เพราะฝันไว้ จึงไปตามฝัน Christmas market in Europe
865 14  ก.ย. 2560


Jingle bells, jingle bells
Jingle all the way
Oh, what fun it is to ride
In a one horse open sleigh

เพลงนี้มาเมื่อไหร่ ทุกคนก็คงคิดถึงความสนุกสดใสของเทศกาลคริสต์มาสกันอย่างแน่นอน และเราก็เชื่อว่าหลายคนคงหลงรักสีสันของช่วงเทศกาลคริสต์มาสกันไม่มากก็น้อยสีแดง สีเขียว รวมทั้งแสงไฟ ที่ประดับประดากันตามห้างร้านต่างๆ ล้วนแล้วแต่ทำให้เกิดความสดชื่น และรู้สึกสดใสไปกับช่วงเวลาแห่งความสุขเหล่านี้ไปเสียทุกครั้ง

ว่าแล้วเราก็เกิดไอเดียขึ้นมาว่า หนาวนี้เราควรจะไปเที่ยวกันที่ยุโรปดีกว่า ไปเก็บบรรยากาศความสนุกสนานของเทศกาลคริสต์มาส ที่เสียงลือเสียงเล่าอ้างมาว่า Christmas market ของหลายๆเมืองในยุโรปนั้น สวยงาม ควรค่าแก่การไปเยือนไม่น้อย


เมื่อปลายปีที่แล้วเรามีโอกาสไปเดินแถวถนนChamps Elysees ของกรุงปารีส ในช่วงที่เค้ากำลังเตรียมตกแต่งร้านค้าเพื่อเปิด Christmas market กันพอดี แต่ก็ต้องกลับบ้านกันมาก่อนที่ตลาดจะเปิดจริง เลยตั้งใจไว้ว่าถ้ามีโอกาสมาเที่ยว Chirstmas market ก็จะหาเวลาแวะมาที่ปารีสกันด้วย


เมื่อแผนวางกันมาแบบนี้ เราจึงเลือกใช้บริการการบินไทย บินไปลงที่ Paris ส่วนขากลับก็บินกลับกันจาก Frankfurt เพราะในแพลนรอบนี้เราเน้นที่เยอรมันกันเสียเป็นส่วนใหญ่ บินไปถึงปารีสกันแต่เช้าตรู่ มีเวลาที่นี่ แค่ 1 วัน กับ1 คืน  เราเลยเลือกนอนโรงแรมแถวสนามบิน เนื่องจากเช้าวันรุ่งขึ้นต้องบินไป Berlin กันแต่เช้า จะได้ไม่ต้องรีบร้อนอะไรกันมากนัก


การเที่ยวช่วงหน้าหนาวข้อเสียคือพระอาทิตย์ขึ้นสาย กว่าจะขึ้นก็ปาไปกว่าแปดโมงเช้า และตอนสี่โมงเย็นพระอาทิตย์ก็ตกดินกันเสียแล้ว มีเวลาเที่ยว เวลาถ่ายรูปกันวันนึงไม่กี่ชั่วโมง ดังนั้นเมื่อถึงโรงแรมห้องพักว่างอยู่พอดี เราเลยขอ Early check in (ต้องจ่ายเงินเพิ่ม) อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วออกเดินทางโดยนั่ง RER B (ค่ารถไฟไป-กลับ คนละ 20 ยูโร) เข้าเมืองกันทันทีค่ะ

Christmas marketนั้นโดยส่วนใหญ่จะเริ่มจัดกันในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนยาวกันไปถึงวันที่ 24 ธันวาคม ส่วนในวันคริสต์มาสจริงๆนั้นไม่มีตลาดแล้วนะคะ พ่อค้าแม่ขายก็กลับไปเฉลิมฉลองกับครอบครัวกันหมดแล้ว แต่ก็อาจมีบางเมืองที่เปิดตลาดไปถึงช่วงสิ้นปีดังนั้นถ้าจะวางแผนไปเที่ยวก็แล้วอยากเห็นบรรยากาศของตลาดกันแบบชัวร์ๆ เราแนะนำให้ไปก่อนช่วงวันคริสต์มาสนะคะ

Paris Christmas market นั้นจัดกันที่สองฝั่งของ Avenue des Champs-Elysees เดินกันครบสองฝั่งได้นี่บอกเลยว่ามีหมดแรงกันอย่างแน่นอนค่ะ ที่นี่นอกจากจะมีร้านค้า ร้านอาหารจำนวนมากแล้ว ก็ยังมีสวนสนุกเล็กๆ บ้านผีสิง ลานสเก็ตน้ำแข็ง ให้ได้เข้าร่วมทำกิจกรรมกันอีกด้วยค่ะ

สืบเนื่องจากการมาปารีสในครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 3ของเราแล้ว เราเลยเลือกเดินเล่น หากาแฟดื่ม เข้าไปเดินดูห้างร้านต่างๆเค้าตกแต่ง จัดไฟให้เข้ากับบรรยากาศของเทศกาลกันในช่วงระหว่างที่รอให้แสงไฟของ Christmas market บริเวณถนน Champs Elysee เปิด

Galeries Lafayette


ขึ้นไปที่ Rooftop ของห้าง Printemps แต่วันนี้ท้องฟ้าไม่เป็นใจค่ะ ภาพของปารีสเลยไม่ชัดใสเหมือนที่เคยเห็นในครั้งก่อนๆ

Galerie Vivienne




Telescope ร้านกาแฟเล็กๆ แต่แอบเก๋ ตั้งอยู่ที่ 5 Rue Villedo, 75001 Paris, France



บรรยากาศเหงาๆในหน้าหนาวของ Jardin des Tuileries และตามถนนหนทาง

Berlin

 
เช้ามืดวันรุ่งขึ้นเราก็ออกเดินทางไป Berlin กัน เพิ่งจะมาถึงกันได้แค่คืนเดียว ปรับเวลากันยังไม่ได้ เราจึงเลือกบิน Air France ไฟล์ทแรกของวันกันไปเลย เพราะไหนๆก็ตื่นกันตั้งแต่ตีสามอยู่แล้ว ถึง Berlin กันตอน 9 โมงเช้าวันนั้นจำได้ว่าทัศนวิสัยไม่ดีเลย หมอกลงหนาทั้งเมือง แม้กระทั่งตอนเครื่องบินแลนดิ้งใกล้จะถึงรันเวย์แล้วเราก็ยังมองไม่เห็นภาพของพื้นดินกันอยู่ดี เดาว่าอากาศของนอกน่าจะหนาวเหน็บเอามากๆ

 
และแล้วก็เป็นอย่างที่คิดจริงๆค่ะ อุณหภูมิวันนั้นทั้งวันคงที่อยู่แค่ 1 องศา อุปกรณ์กันหนาวที่ขนไปก็ประโคมเอามาใส่ให้หมด จะได้มีชีวิตรอดท่ามกลางอากาศแบบนี้ได้
ไปถึงแต่เช้าแวะเข้าโรงแรม Monbijou Hotel กันก่อน แต่โรงแรมยังไม่ให้เช็คอินค่ะ เลยแวะเอารถไปจอดไว้ที่โรงแรมก่อนที่จะไปเดินเล่นในเมืองกัน Berlin ในวันนั้น วันที่ฟ้าหม่นและอากาศหนาวเหน็บ เลยไม่รู้ว่าเพราะเหตุนี้หรือเปล่าเลยทำให้นักท่องเที่ยวรวมทั้งผู้คนของที่นี่ไม่ค่อยออกมาเดินเล่นกันมากนัก
 
 
เราเดินเท้ากันจากโรงแรมไปเรื่อยๆตามเส้นทางท่องเที่ยวที่ปักหมุดไว้

Bode museum



Berlin cathedral church

เดินหามุมที่เหล่า Igers ชาว Belin ถ่ายไว้กันก็มี ฟ้าหม่นเลยไม่ได้รูปสวยๆแบบคนอื่นเค้า

Gendarmenmarkt christmas market

 
สำหรับไฮไลท์ของวันอย่างตลาดคริสต์มาสนั้น เราเลือกจะไปขึ้นชมความสวยงามของตลาดจากบนที่สูงกันก่อน ใครที่แข้งขาแข็งแรงดี แนะนำให้ปีนป่ายไต่บันไดกันที่ Franzosischer dom (254 steps/3 euros/10.00-18.00 last admission 17.30)

 
แล้วเราจะได้เห็นความสวยงามของตลาดกันแบบ 360 องศากัน แต่อย่างที่บอกค่ะว่าเมฆหมอกปกคลุมทั่วเมือง ภาพที่ได้มาเลยมาแบบมัวหมองๆ อย่างที่เห็น ชมวิวสักพักก็ลงมาหาของทานกันที่ตลาดค่ะ ที่นี่เก็บค่าเข้าคนละ 1 ยูโรด้วยนะคะ
 
 
เดินเล่นดูโน่นดูนี่กันอยู่นาน เลยหาร้านขาหมูทานเป็นอาหารเย็นแล้วก็นั่งรถไฟกลับโรงแรม

 
ตื่นเช้าในวันที่จะต้องลากจากที่นี่ ดันเป็นวันที่ท้องฟ้าใสแจ๋วเชียว คุณช่างภาพเลยตื่นออกไปสู้กับความหนาว เพื่อนเก็บภาพของ Berlin  อีกสักรอบ
 
 
 

กรุง Berlin ยามเช้า ในวันฟ้าใส

กำแพงเบอร์ลิน ทีไม่มาเดี๋ยวคนจะหาว่ามาไม่ถึงที่นี่ค่ะ ดีที่วันนั้นเป็นวันอาทิตย์ รถไม่ติด เราเลยขับรถจากโรงแรมแล้วแวะมาถ่ายรูปที่นี่กันได้แบบสบายๆค่ะ

ปล.หลังจากกลับมาไม่นานก็มีเหตุร้ายเกิดขึ้นที่Berlin Christmas Market เราขอแสดงความเสียใจกับทุกความสูญเสีย และขออวยพรให้ผู้บาดเจ็บทุกคนจงปลอดภัยและกลับมาแข็งแรงในเร็ววันด้วยค่ะ

 

เมื่อคิดถึง Christmas market ขึ้นมา เมืองนี้คือตัวเลือกอันดับต้นๆของเรา ขับรถออกจาก Berlin กันตอนสายๆ ไปถึงDresdenก็ตรงดิ่งเข้าไปที่โรงแรมกันก่อน เลือกพักกันที่ Ibis budget Dresden City เพราะอยู่ติดกันกับ Dresdner Striezelmarkt ถ้าใครขับรถมาสามารถไปจอดรถได้ที่ Q-Park Altmarkt ทางโรงแรมจะให้การ์ดมา ซึ่งสามารถใช้เป็นส่วนลดค่าจอดรถได้ค่ะ

 

เมื่อคิดถึง Christmas market ขึ้นมา เมืองนี้คือตัวเลือกอันดับต้นๆของเรา ขับรถออกจาก Berlin กันตอนสายๆ ไปถึงDresdenก็ตรงดิ่งเข้าไปที่โรงแรมกันก่อน เลือกพักกันที่ Ibis budget Dresden City เพราะอยู่ติดกันกับ Dresdner Striezelmarkt  ถ้าใครขับรถมาสามารถไปจอดรถได้ที่ Q-Park Altmarkt ทางโรงแรมจะให้การ์ดมา ซึ่งสามารถใช้เป็นส่วนลดค่าจอดรถได้ค่ะ

โชคดีที่ห้องพักว่าง เราจึงสามารถเช็คอินเข้าไปเก็บข้าวของกันก่อนที่จะออกมาเดินเล่นในเมืองกัน หลังจากเดินชมเมืองกันอยู่สักพักนึง จึงได้ทราบว่า ตลาดคริสต์มาสของเมืองนี้มีอยู่หลายแห่ง กระจายกันอยู่ทั่วๆเมือง มองไปทางไหนก็เห็นซุ้มขายของที่จัดแต่งเข้ากับบรรยากาศคริสต์มาสเต็มไปหมด

Dresden มีขนาดไม่ใหญ่มากค่ะ เราว่าอยู่เที่ยวกันแค่หนึ่งวันก็น่าจะเพียงพอแล้ว สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆก็จะตั้งอยู่ใกล้ๆกัน ไม่ว่าจะเป็น

Zwinger

Semperoper หรือ Opera house

Dresden cathedral

Fürstenzug

เดินวนไปมาไม่นานก็ครบแล้วค่ะ ยามเย็นช่วงพระอาทิตย์ตกดินก็ไปเดินเล่นริมแม่น้ำElbeกันเพื่อรอดูภาพของ Old townยามแสงไฟสาดส่องในช่วงค่ำ  
อากาศหนาวแบบนี้ เราก็ยังพบเห็นผู้คนออกมาเดินเล่น มาทำกิจกรรมกลางแจ้งให้เห็นกันเป็นจำนวนมากค่ะ

พอสิ้นแสงพระอาทิตย์ ก็เป็นเวลาของการเดินเล่นที่ตลาดคริสต์มาสกันเสียที

ในบรรดาตลาดคริสต์มาสของทริปนี้ เรายกให้ที่นี่เป็นอันดับ 1 ค่ะ  เสน่ห์ของที่นี่อยู่ตรงที่ร้านแต่ละร้านจะตกแต่งหลังคาแตกต่างกันไป ไม่มีร้านไหนที่มีหน้าตาซ้ำกันเลยค่ะ แค่เดินดูความทุ่มเทของการจัดรูปแบบร้าน เราว่าก็สนุกเอามากๆแล้วล่ะค่ะ

จริงๆตลาดไม่ได้เปิดขายเฉพาะช่วงเย็นนะคะ เค้าเปิดขายกันตั้งแต่ช่วงสายๆ เดินผ่านก็จะได้กลิ่น Hot wine ตลบอบอวลกันทั่วตลาด เสียดายที่เราไม่ดื่มแอลกอฮอล์ เลยไม่มีโอกาสได้ลองชิมว่ารสชาติมันเป็นอย่างไร อาหารที่ขายกันที่ตลาดส่วนใหญ่ก็จะคล้ายกันไปเกือบทุกแห่ง ไม่ว่าจะเป็นช๊อคโกแลต ถั่ว ไส้กรอก เครื่องดื่มร้อน  ชีส ขนมปัง เสียอย่างเดียวที่ไม่มีเก้าอี้ให้นั่งทานค่ะ ซื้อมาแล้วก็ยืนทานกันที่หน้าร้าน ตากสายลมหนาว เม้ามอยกันไป

บรรยากาศยามเช้าที่ไร้นักท่องเที่ยว

Prague

Prague เป็นจุดเริ่มต้นของการเที่ยวยุโรปของเราเมื่อ5 ปีก่อน ในครั้งนั้นเรามาที่นี่กันแบบไม่มีประสบการณ์ อ่านรีวิวจากพันทิปดูว่าเค้าไปที่ไหนกันแล้วก็ไปตามเค้าเสียหมด Internet sim ก็ยังไม่มีให้ใช้แบบแพร่หลายเหมือนในปัจจุบัน การทำแพลนเที่ยวในครั้งนั้นจึงต้องทำกันอย่างละเอียดมาก 
เดินเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวากันตรงไหนก็ยังต้องเขียนไว้ในแพลน

เมื่อครั้งนั้นเราใช้เวลาอยู่ที่นี่ไปกว่า 3 คืน แต่เชื่อมั้ยคะว่าเมื่อกลับมาแล้วเราก็ยังมีความรู้สึกลึกๆอยู่เสมอว่า เราจะต้องกลับมาที่นี่อีกสักรอบ ยิ่งมีโอกาสได้ไปดูรูปที่คนแชร์จาก Social mediaต่างๆ ยิ่งพลอยทำให้เราคิดว่า เมื่อครั้งที่แล้วเราพลาดอะไรๆไปเยอะกันมากๆ ความที่  Prague อยู่ไม่ไกลจาก  Dresden มากนัก เราจึงถือโอกาสนี้แวะไปเที่ยว Prague กันอีกรอบ
 
 
ขับรถระยะทางประมาณ 150 กม จาก Dresden ไปถึง Prague ใช้เวลากันประมาณ 2 ชั่วโมงเศษๆก็ถึง  คงเป็นเพราะถนนหนทางของเยอรมันนั้นดีมาก เราจึงทำเวลากันได้ค่อนข้างดี
 
ปล.อย่าลืมกันนะคะว่าเมื่อเดินทางเข้าเขตประเทศเชคแล้ว ต้องซื้อ Stickers ทางด่วนติดไว้ที่หน้ารถกันด้วย เราซื้อกันแบบ 10 วัน ราคาอยู่ที่ 310 CZK ค่ะรอบนี้เลือกพักกันที่ Hotel Trinidad Prague Castle ซึ่งอยู่ใกล้กันกับ Metro และ Tram สถานีMalostransa (ใกล้ชนิดที่เดินข้ามถนนหน้าโรงแรมก็ถึงเลยค่ะ ห้องพักกว้างขวาง สะอาด และสะดวกสบายเอามากๆเลยค่ะ)
 
 
บริเวณหน้าโรงแรมเราไม่สามารถจอดรถได้นะคะ หลังจากเอากระเป๋าลงเรียบร้อยแล้ว เราก็ขับรถข้ามสะพานไปยังฝั่ง Old town เพื่อจอดรถกันที่ Parking Garage ที่อยู่ใต้ Rudolfinum ตามคำแนะนำของพนักงานโรงแรมค่ะ (ตอนชำระเงินอย่าลืมเตรียมเงินสดไว้นะคะ เพราะเครื่องอัตโนมัติที่สามารถใช้บัตรเครดิตนั้นใช้งานไม่ได้ค่ะ 
เรามีเงินเชคเหลือไม่มาก เลยต้องจ่ายเป็นยูโรเพิ่มเข้าไป ขาดทุนไป 7 ร้อยกว่าบาทค่ะ)
 
รอบนี้เราเลือกจะไปเที่ยวไปชมในที่ใหม่ๆเป็นหลักค่ะ อะไรที่เคยไปแล้วก็กะว่าถ้ามีเวลาเหลือค่อยแวะไปกันใหม่ยกเว้นสถานที่เหล่านี้
 
Charles Bridge

 
สะพานซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำคัญของปรากไปแล้ว มาที่นี่ไม่ว่าจะยังไงก็ต้องมีโอกาสได้เดินผ่านกันอย่างแน่นอน แต่การมาเดินสะพานแห่งนี้ต้องทำใจกับผู้คนจำนวนมากมายมหาศาลหน่อยนะคะ
 
 
แต่ถ้าเทียบจำนวนนักท่องเที่ยงในช่วงฤดูหนาวเหน็บกับช่วง Autumn ที่เคยมา ก็ต้องบอกเลยค่ะว่าในฤดูหนาวนั้น คนน้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัดเลยทีเดียว สำหรับคนที่ชอบถ่ายภาพ คงต้องยอมตื่นเช้าเพื่อมาเก็บภาพ Charles Bridge ยามไร้ผู้คนกัน แต่ดีที่ในช่วงหน้าหนาว พระอาทิตย์กว่าจะขึ้นก็ปาไปเกือบแปดโมงเช้าค่ะ คุณช่างภาพเลยไม่ต้องตื่นเช้ามากๆเหมือนในช่วงฤดูอื่นๆ
 
 
Charles Bridge สะพานเก่าแก่ที่สุดในเมือง สร้างขึ้นเพื่อใช้ข้ามแม่น้ำ Valtava เชื่อมฝั่งปราสาทปรากทางตะวันตกเข้ากับเขตเมืองเก่าทางตะวันออก
 
 

ที่บริเวณปลายสะพานทั้งสองฝั่งจะมีหอคอยให้เราได้ไต่ขึ้นไปชมวิวสะพานจากมุมสูง หอคอยทางฝั่งปราสาทคือ  Lesser town bridge tower จ่ายค่าบริการคนละ 90 kr ค่ะ

เห็นไอศครีมสวยๆแล้วลืมหนาวกันไปเลยค่ะ สวยจนยอมกินท่ามกลางอากาศเย็นๆแบบนี้ ร้าน Amorino ตั้งอยู่ไม่ไกลจาก St.Nicholas Church ค่ะ ใครจะเดินไป Lesser Town Bridge Tower จะต้องผ่านร้านนี้กันอย่างแน่นอนค่ะ

ส่วนหอคอยทางฝั่ง Old town คือ Old town bridge tower

นอกจากนี้ยังมี Powder tower ที่อยู่ถัดไปไม่ไกลจาก Old town square มากนัก การขึ้นไปชมวิวกันจากบรรดาหอคอยต่างๆนี่เป็นอะไรที่แนะนำให้ลองขึ้นไปกันนะคะ 
ภาพหลังคาสีส้มเรียงรายกันให้เห็นทั่วOld town นี่มันเป็นภาพที่สวยงามจริงๆค่ะ แต่ในช่วงฤดูหนาว เราทนตากลมอยู่ได้ไม่นานค่ะ อากาศหนาวจนมีเกล็ดหิมะโปรยลงมาในบางช่วง เราต้องหลบไปหนีหนาวตามร้านค้าต่างๆ ปล่อยให้ช่างภาพเค้าอินกับภาพตรงหน้าไปคนเดียวเห็นจะดีกว่า (จ่ายค่าขึ้นไปคนละ 90 Kr)

ระหว่างทางเดินไปยัง Powder Tower เราแวะเข้าไปตามหาบันไดสวยที่ตั้งอยู่ที่ House of the Black Madonna

Old town square อีกหนึ่งมุมมหาชนที่จะได้เจอนักท่องเที่ยวมายืนเฝ้ารอเวลาที่ Astronomical clock ที่ตั้งอยู่บริเวณ City hall จะตีบอกเวลาในทุกๆชั่วโมง

เราเลือกขึ้นไปชมวิว Old town square จากบน City hall กันค่ะ 

การจะขึ้นไปชมวิวที่นี่ถือว่าเป็นอะไรที่สะดวกสบายที่สุดของทริป เพราะมีลิฟท์ไปส่งเราถึงยังจุดชมวิว ไม่ต้องหอบลิ้นห้อยปีนขึ้นไปเหมือนที่อื่นๆ

จากมุมนี้เราก็จะเห็น Christmas market กันแบบ 360องศา รวมทั้งร้านค้า โรงแรมต่างๆที่อยู่ในบริเวณ Old town

หรือถ้าอยากได้วิวสวยๆของ Old town square ระหว่างนั่งรับประทานอาหารล่ะก็ แนะนำให้ขึ้นไปทานอาหารกันที่ Rooftop ของ Terasa U prince กันค่ะ แต่หน้าหนาวแบบนี้นั่งกันทรมานพอดู ถึงแม้จะมีฮีทเตอร์ก็ตาม

บรรยากาศของ Christmas market ที่นี่ก็คึกคักไม่แพ้เมืองอื่นๆเลยค่ะ จุดเด่นของที่นี่เห็นจะเป็นต้นคริสต์มาสขนาดใหญ่ที่ประดับไฟไว้อย่างสวยงาม ดูโดดเด่นมากในยามค่ำคืนค่ะ แต่บรรยากาศของตลาดในช่วงกลางวันก็ใช่ว่าจะเงียบเหงานะคะ ผู้คนก็ต่างออกมาจับจ่ายซื้อของกันอย่างหนาตาเช่นกันค่ะ

Prague Castle ภาพของปราสาทยามต้องแสงไฟ เป็นอีกหนึ่งภาพที่หลายคนเห็นแล้วคงจะต้องตกหลุมรักกันอย่างแน่นอน

ยามเย็นย่ำมายืนกันที่ริมแม่น้ำ Vltava แล้วดื่มด่ำกับภาพของ Charles Bridge และ Prague castle ตรงหน้า ก็เป็นอีกหนึ่งความสุขเล็กๆน้อยๆที่จะได้กลับไปจากเมืองสวยแห่งนี้ค่ะ

ที่แม่น้ำ Vltava เราจะเห็นฝูงหงส์จำนวนมากมาย ว่ายลอยล่องกันอยู่ เมื่อครั้งที่เรามาเมื่อหลายปีก่อน เราว่าเรายังไม่เจอกับหงส์เหล่านี้นะคะ ไม่รู้ว่าเค้าเอาหงส์มาปล่อยหรือเลี้ยงกันตั้งแต่เมื่อไหร่

เดินลัดเลาะเที่ยวตามซอกโน้น ซอยนี้



เที่ยวซ้ำรอยเดิมไปแล้ว ทีนี้ก็ถึงคิวเที่ยวที่ใหม่ๆที่ยังไม่เคยมากันบ้างค่ะ Jewish Museum & Spanish Synagogue


สถานที่ที่ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นโบสถ์ของชาวยิวที่สวยที่สุดในปราก ถ้าดูจากด้านนอกเราจะไม่มีทางทราบได้เยยนะคะ ว่าด้านในของที่สวยงามแบบนี้ซ่อนอยู่ ถ้ามีเวลาเราแนะนำให้ลองมาดูมาชมกันสักครั้งนะคะ เพราะที่นี่สวยงามคุ้มค่ากับการมาเยือนอย่างแน่นอนค่ะ สำหรับค่าเข้าชมนั้น จ่ายไปคนละ 90 Kr ค่ะ

สำหรับใครที่ชอบทานอาหารเคล้ากับบรรยากาศสวยๆของปราก แนะนำให้มากันที่ห้าง Kotva นะคะ บริเวณ Rooftop ของที่ห้างจะมีร้านอาหารที่เราสามารถเห็นวิวสวยๆของปรากกันได้ แต่ต้องบอกว่าที่นี่ไม่ใช่สถานที่ที่นักท่องเที่ยวจะขึ้นไปถ่ายรูปเล่นกันได้นะคะ ถ้าเราเป็นลูกค้าของทางร้าน เค้าจึงจะอนุญาติให้เราออกไปถ่ายรูปกันได้ค่ะ สงสัยที่ผ่านมาคงมีคนแวะขึ้นไปถ่ายรูปกันเยอะ จนต้องมีกฎแบบนี้ออกมา

Střelecký ostrov เกาะกลางแม่น้ำ Vltava

Cafe Savoy คาเฟ่ที่ช่วยให้อาการหนาวเหน็บและปวดเมื่อยขาดีขึ้น เอาไว้แวะพักร่างหลังจากเดินเที่ยวเตร่ในเมืองกันมาทั้งวันฃ เดินถัดมาไม่ไกลจาก Střelecký ostrov ค่ะ

Strahov Monastery โบสถ์สไตล์บาร๊อค ที่มีห้องสมุดที่สวยงามไม่แพ้ที่ไหนตั้งอยู่ ค่าเข้าชมคนละ 100 Kr ค่ะ แต่ถ้าจะถ่ายรูปเค้าคิดเพิ่มอีก 50 Kr จ่ายแบบไม่ลังเลเลยค่ะ  (เพราะก่อนหน้าที่เสียอารมณ์ที่เข้าไปชมห้องสมุดที่สวยงามติดอันดับโลกกันที่ Klementinum จ่ายค่าเข้ากันไปคนละตั้ง 210 Kr  แต่ห้ามถ่ายรูปค่ะ ถามเหตุผลว่าทำไม เค้าบอกว่ากลัวขโมยเข้ามาขโมยหนังสือ หืมมมมมมมม..... เหตุผลแบบนี้ก็ได้เหรอ ) ที่นี่อนุญาติให้ใช้ขาตั้งกล้องได้ด้วยนะคะใจดีมากกกกกก

ขากลับเดินกันมาเรื่อยๆ ตอนแรกตั้งใจว่าจะแวะเข้าไปที่ Prague Castle กัน แต่ก็มานั่งคิดว่ารอบก่อนก็มาแล้ว เอาเวลาไปเดินเล่นที่ใหม่ๆกันดีกว่า เดินไปสะดุดกับ Starbucks จำได้ว่าเมื่อก่อนไม่มี ไม่รู้มาเปิดตั้งแต่เมื่อไหร่

Rothenburg ob der Tauber

ตื่นเช้ามาหลังจากออกไปถ่ายรูปยามเช้ากันเสร็จ เราก็ออกเดินทางจาก Prague ไปยัง Rothenburg ob der Tauber กันทันที เนื่องจากวันนี้เราต้องขับรถเป็นระยะทางกัน 300 กว่า กิโลเมตร

ตอนแรกตั้งใจจะแวะเที่ยว Nuremberg กันด้วย แต่เอาเข้าจริงๆทำเวลากันได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ถ้าแวะแล้วคงไปถึงที่ Rothenburg กันตอนฟ้ามืดกันแล้วอย่างแน่นอน
Rothenburg เป็นเมืองเล็กที่เต็มไปด้วยความน่ารักค่ะ ทันทีที่ผ่านพ้นกำแพงเมืองเข้าไป ภาพบรรยากาศคริสต์มาสก็มีให้เห็นกันทั่วทั้งเมืองแล้ว

เราพักกันที่ Hotel Uhl เลือกเอาที่อยู่ใกล้บริเวณOld town square หน่อย จะได้เดินไปได้บ่อยๆแบบไม่ต้องกลัวเหนื่อย

ที่เมืองนี้เราได้เจอนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวแบบ one day trip กันค่อนข้างเยอะเลยค่ะ ส่วนใหญ่จะเป็นรุ่นวัยหลังเกษียณกันทั้งนั้น พอพระอาทิตย์ตกดินก็จะเหลือผู้คนอยู่ในเมืองกันไม่มากแล้ว

ก่อนที่ฟ้าจะมืดเรารีบขึ้นไปที่ Stadt Rothenburg ob der Tauber เพื่อชมภาพของเมือง Rothenburg กันแบบ 360 องศา การปีนขึ้นไปชมวิวที่นี่ บอกได้เลยค่ะว่าน่ากลัวมากกกก ทางเดินแคบและชัน จนทำให้เราต้องคอยถามตัวเองอยู่ตลอดว่ามันจะคุ้มที่ปีนขึ้นไปกันหรือไม่ แคบจนถึงขนาดที่มนุษย์แคระอย่างเรายังรู้สึกอึดอัด นึกภาพไม่ออกเลยว่าถ้าฝรั่งตัวโตๆปีนขึ้นมาจะเป็นยังไง ยิ่งบันไดช่วงสุดท้ายก่อนไปถึงยังจุดชมวิวนี่แคบจนเราต้องส่งเป้ที่สะพายอยู่ที่หลังขึ้นไปก่อนที่ตัวจะพ้น ส่วนจุดที่ยืนชมวิวนี่ก็แคบเสียจนไม่อยากยืนอยู่นานๆเลยค่ะ มันมีความรู้สึกไม่ปลอดภัยอยู่นิดๆ ยืนถ่ายรูปกันสักพักก็ตัดสินใจลงมาเดินที่พื้นล่างดีกว่า

ตัวตลาดคริสต์มาสของที่นี่อาจไม่ได้ใหญ่โตแบบที่เมืองอื่นๆ แต่สิ่งที่สร้างความประทับใจให้กับเรามากๆคือการจัดแต่งบ้านเรือนร้านค้า ที่เค้าจัดให้เข้ากับบรรยากาศกันแบบเต็มที่แบบไม่มีใครยอมน้อยหน้าใคร

เดินเล่นชมบรรยากาศคริสมาสต์กันตั้งแต่ฟ้าสว่างจนฟ้ามืดแล้วจึงกลับไปพักผ่อนกันที่โรงแรมค่ะ

ตื่นกันมาแต่เช้าเพื่อเก็บภาพบรรยากาศของเมืองในยามที่ไร้นักท่องเที่ยว ข้อดีคือได้รูปที่ไร้ผู้คน ข้อเสียคืออากาศหนาวมากค่ะ

Hohenzollern Castle

ปราสาทโฮเฮนโซลเลิร์น อีกหนึ่งปราสาทที่สวยงามของประเทศเยอรมัน  ซึ่งอาจจะยังไม่คุ้นหูนักท่องเที่ยวชาวไทยมากเท่าไหร่นัก สำหรับจุดชมวิวปราสาทที่สวยที่สุดนั้น เค้าแนะนำกันเลยว่าต้องขึ้นมาชมวิวกันที่ Zellerhorn บนยอดเขาแห่งนี้เราจะได้พบกับภาพของHohenzollern castle ที่สวยสะกดใจ จนทำให้เราต้องหยุดดูภาพตรงหน้ากันได้เป็นเวลานานๆ

เราเลือกพักที่โรงแรมที่อยู่ใกล้กับ Zellerhorn มากที่สุด เพราะตั้งใจไว้ว่าจะตื่นแต่เช้าไปดูพระอาทิตย์ขึ้นแล้วสาดแสงสีส้มส่องมายังตัวปราสาทกัน โรงแรมที่ใกล้ที่สุดก็คือ Zollersteighof ค่ะ เดินเท้าจากโรงแรมไปสักประมาณครึ่งชั่วโมงก็จะถึงที่จุดชมวิว อากาศหนาวๆเดินชมวิวไปเรื่อยๆเลยไม่รู้สึกว่ามันไกลสักเท่าไหร่ แต่ถ้าใครไม่มาพักที่นี่ก็ยังสามารถขับรถมาจอดที่ลานจอดบริเวณข้างโรงแรมกันได้นะคะ แต่ไม่แน่ใจว่าเค้าคิดค่าจอดรถกันยังไงนะค

ส่วนอีกหนึ่งปราสาทที่อยู่ไม่ไกลกันมาก Lichtenstein Castle เราไปเจอกับภาพปราสาทที่ปิดประตู ไม่ให้นักท่องเที่ยวเข้าชมในช่วงนี้ซะงั้น แต่ไม่ใช่มีแค่เราที่ไปเก้อนะคะ ยังมีนักท่องเที่ยวเจ้าถิ่นไปเก้อเป็นเพื่อนอยู่หลายกลุ่ม

Heidelberg
 
 
เป็นเช้าวันที่โอ้เอ้กันพอสมควรค่ะ เพราะจุดหมายของเราในนี้มีแค่การไปเที่ยวเมืองนี้แห่งเดียว เราขับรถจากโรงแรม Zollersteighof เป็นระยะทางประมาณ 210 กิโลเมตรมายังเมือง Heidelberg ไปถึงกันเร็วไปหน่อย ทางโรงแรมยังไม่อนุญาติให้เช็คอิน เราเลยขับรถเข้าไปเที่ยวในเมืองกัน จุดหมายแรกคือ Heidelberg Castle

เราขับรถไปหาที่จอดรถที่ใกล้กับปราสาทมากที่สุด นั่นก็คือที่ Parkhaus Kornmarkt/Schloss ซึ่งเป็นที่จอดรถที่เราว่าโลเคชั่นดีมาก ใกล้ทั้ง Old town และHeidelberg Castle แต่ต้องบอกว่าวนหาที่จอดกันนานมากกกก วนกันนานแต่ก็ไม่ท้อนะคะ เพราะไม่รู้ว่าจะไปหาที่จอดที่ไหนได้อีก

ก่อนจะขึ้นไปเที่ยวที่ปราสาท เราใช้เวลาเดินเล่นที่ตลาดคริสต์มาสกันก่อนค่ะ ที่นี่ก็เป็นอีกหนึ่งเมืองที่จัดแต่งตลาดได้น่ารักไม่แพ้กับเมืองอื่นๆ มีการตั้งตลาดกันสองจุดใกล้ๆกันคือตรง Hornmarkt และ Markplatz ผู้คนออกมาเดินเล่น หาของทานกันตั้งแต่หัววันค่ะ ดูครึกครื้นกันน่าดู

เดินตลาดได้ไม่นาน เราก็จ้ำอ้าวกันไปที่ Heidelberg Castle กันต่อ เพราะดูแล้วว่าคงต้องเดินขึ้นเขากันโดยใช้เวลากันพอสมควรเลยทีเดียว และก็จริงอย่างที่คิดค่ะ เดินขึ้นเนินกันจนหอบลิ้นห้อย กว่าจะไปถึงยังตัวปราสาท อากาศที่นี่ก็หนาวกว่าเมืองอื่นๆที่ผ่านมา หนาวจนต้นหญ้าตามพื้นมีเกล็ดน้ำแข็งเกาะจนขาวไปหมด ช่างภาพก็เดินเก็บภาพไปเรื่อยๆ ส่วนเราหนีหนาวไปอยู่ใน Information center

พอพระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว เราก็รีบเดินลงไปกันที่สะพานกันต่อ เพื่อเก็บภาพสะพานยามค่ำคืนกันเป็นการส่งท้ายเมือง Heidelberg

เมืองสุดท้ายของ Christmas market trip คือ Frankfurt เพราะว่าเราจะบินกลับเมืองไทยกันจากที่นี่ ตื่นมาเจออากาศที่หนาวจัด อุณหภูมิลดเหลือ -4 องศา ลากกระเป๋าเดินทางมาที่รถด้วยความทรมานกายกันแบบสุดๆ ดีที่เราได้จอดรถกันในอาคาร เพราะถ้าจอดไว้ด้านนอกแบบคันอื่นๆ มีหวังต้องไล่น้ำแข็งที่เกาะกันอยู่อีกสักพักใหญ่ๆอย่างแน่นอน ขับรถออกเดินทางไปยัง Frankfurt  ต้นไม้ใบหญ้าสองข้างทางกลายเป็นสีขาวของเกล็ดน้ำแข็ง ขวนให้รู้สึกหนาวเข้ามาถึงภายในรถ เราคำนวณเวลาแล้วว่าออกกันมาเช้าแบบนี้ มีเวลาเหลือที่จะแวะเที่ยวเมืองระหว่างทางกันได้อีกสักเมือง เลยตัดสินใจแวะเที่ยว Mathildenhohe กัน

โบสถ์สไตล์รัสเซียแห่งนี้ตั้งอยู่ที่เมือง Darmstadt เราไปถึงกันตั้งแต่เช้า ทั้งเมืองเลยดูเงียบสงบกันมากๆ ขับรถวนหาที่จอดรถใกล้ๆกับโบสถ์ เห็นรถราจอดกันข้างทางพร้อมน้ำแข็งเกาะทั่วรถ ทำให้รู้ว่าอากาศด้านนอกต้องหนาวเอามากๆ อุปกรณ์กันหนาวที่ขนมา มีเท่าไหร่ก็ประโคมกันไปให้เต็มที่

โบสถ์แห่งนี้มีขนาดไม่ได้ใหญ่โตอะไรมากมายนะคะ แต่สวยงามพอตัวเลยทีเดียวค่ะ โดยเฉพาะสีทองของยอดโดม ที่เปล่งประกายในยามที่แสงแดดสาดส่องมาโดน รวมถึงผลงานการตกแต่งซุ้มประตูที่ต่างก็มีความสวยงามไม่ต่างจากภายนอกเลยค่ะ

ได้เวลาออกเดินทางไปยังเมืองสุดท้ายของทริปเสียทีค่ะ  เราตั้งจุดหมายปลายทางเป็นที่โรงแรม Mainhaus Stadhotel Frankfurt วันนั้นเป็นวันอาทิตย์ เลยขับรถเข้าเมืองใหญ่กันได้แบบสบายๆเลยค่ะ เลือกโรงแรมนี้เพราะอยู่ไม่ไกลจากแหล่งท่องเที่ยวแถมมีที่จอดรถให้ค่ะ ทันทีที่แบกกระเป๋าเข้าไปที่ล๊อบบี้ ก็เจอพนักงานหนุ่มใหญ่ชาวเยอรมันทักทายมาเป็นภาษาไทย คือไม่ใช่แค่ทักทายด้วยประโยคง่ายๆแบบ สวัสดีครับ ขอบคุณครับ นะคะ แต่เค้าพูดไทยได้เป็นอย่างดีเลยล่ะค่ะ สอบถามได้ความมาว่าคุณเค้าเคยอยู่เมืองไทยเป็นช่วงระยะเวลานานประมาณหนึ่ง และได้แต่งงานกับสาวไทย ปัจจุบันย้ายกลับมาอยู่ที่นี่กันได้หลายปีแล้ว ภาษาไทยที่ได้มาก็เรียนรู้จากภรรยาในยามที่อยู่ที่บ้านนี่แหล่ะ 

มา Frankfurt วันแรกก็เจอเรื่องเล็กๆน้อยๆที่ชวนให้อารมณ์ดีกันได้ตั้งแต่ต้น

เก็บข้าวของกันแล้วก็ออกมาเดินเล่นกันในเมืองค่ะ เรามุ่งหน้าไปที่ Frankfurt Cathedral กันเป็นอันดับแรก ไปดูต้นทางไว้สำหรับมาขึ้นชมวิวในช่วงเย็นวันนี้ 
จากนั้นก็ไปเดินเล่น ชมบรรยากาศของตลาดคริสต์มาสกันต่อ

ตลาดคริสต์มาสของที่นี่ใหญ่โต และครึกครื้นจนเราประหลาดใจกันเป็นอย่างมากเลยค่ะ คือเรามาที่นี่ก็เพื่อแวะพักก่อนขึ้นเครื่องก่อนกลับบ้านกันเท่านั้น แต่ปรากฎว่าเมืองนี้กลับมีอะไรให้เราดูและทำกันมากมาย จนเราอดคิดไม่ได้ว่าถ้าไม่มานี่ก็คงน่าเสียดายกันไม่น้อย

สีสันของเมือง ของผู้คนที่บางส่วนแต่งตัวเข้ากับบรรยากาศของช่วงคริสต์มาสกันแล้ว ทำให้เมืองดูครึกครื้นกันไม่เบา โดยเฉพาะขบวนรถของเหล่าซานต้ากลุ่มนี้ ที่เข้ามาแต่งแต้มสีสันของตลาดกันได้เป็นอย่างมากค่ะ ไม่รู้เค้ามาทำกิขกรรมอะไรกันนะคะ เพราะเห็นขับรถมอเตอร์ไซด์คันเก๋ๆมาจอด แล้วก็วิ่งมาเหมารอบม้าหมุนกันอยู่พักนึง ให้พวกเรายืนดูไปขำกับความน่ารักของคนกลุ่มนี้กันอยู่พักใหญ่แล้วเค้าก็จากไป

ตลาดคริสต์มาสของที่นี่กว้างใหญ่กินอาณาเขตไปกว้างน่าดูเลยทีเดียวค่ะ เรียกว่าเดินไปตรงไหนก็เห็นแผงร้านค้าเต็มไปหมด

เดินเข้าซอกนั้นซอยนี้ไปได้เรื่อยๆแบบไม่มีเบื่อเลยค่ะ มีตึกสวยๆ ร้านค้าเก๋ๆให้แวะชมกันตลอดทาง

Opera house ที่ครั้งหนึ่งเคยโดนระเบิดทำลายจนเสียหายไปเมื่อปี 1944 และได้มีการก่อสร้างขึ้นมาใหม่ในบี 1970 กว่าจะแล้วเสร็จก็ปาเข้าไปปี 1981 ค่ะ

พอใกล้เวลาที่พระอาทิตย์จะตกดิน เราก็ต้องรีบย้ายไปที่ Frankfurt cathedral เพื่อชมวิวพระอาทิตย์ตกดิน จ่ายเงินกันคนละ 3 ยูโรแล้วเราต้องปีนบันไดขึ้นไปกว่า 328 ขั้น จึงจะไปถึงยังจุดชมวิวด้านบน เดินๆหยุดๆเป็นระยะค่ะ กว่าจะถึงเล่นเอาหอบลิ้นห้อย แต่พอได้เห็นวิวของ Frankfurt แบบ 360 องศาแล้ว ความเหนื่อยที่มีมาตลอดระเวลา 328 ขั้นบันไดก็หายเป็นปลิดทิ้งไปเลยค่ะ

อยู่กันจนพระอาทิตย์ตกดินแล้วก็ลงมาเดินทอดน่องกันริมแม่น้ำกันต่อค่ะ ภาพของตึกสวยๆที่เปิดไฟสว่างสไวในยามพลบค่ำ ก็เป็นอีกภาพที่สวยงามไม่แพ้มุมอื่นของเมืองเลยค่ะ

อากาศที่ Frankfurt นั้นหนาวจัดๆเลยค่ะ ช่วงเช้าอุณหภูมิลดต่ำเหลือแค่ -6 องศา ถึงขนาดที่ทิ้งขวดน้ำไว้ในรถข้ามคืน ตื่นจขึ้นมาน้ำในขวดได้กลายเป็นน้ำแข็งไปเสียแล้ว หนาวจนทำให้เราปวดเท้าจนเดินต่อแทบไม่ได้ในบางช่วงค่ะ ตลอดทริปที่ผ่านมา หนาวแค่ไหนก็ยังไม่ถึงขั้นปวดเท้าจนเหยียบพื้นไม่ได้ พอเจอแบบนี้เราก็ต้องเข้าไปหาความอบอุ่นจากคาเฟ่เป็นช่วงๆ

หนึ่งในคาเฟ่ที่เราประทับใจมากคือ The Holy Cross Brewing Society ร้านกาแฟที่มีบรรยากาศน่านั่งเป็นอย่างมาก รวมถึงพนักงานทุกคนก็อัธยาศัยดี แต่คนก็เยอะไปตามระเบียบค่ะ กาแฟของที่นี่อร่อยจริงๆค่ะ ไม่รู้เพราะหิวและหนาวหรือเปล่า เสียดายที่ช่วงนี้อากาศหนาวจัด เลยไม่ได้ไปนั่งที่บริเวณด้านนอกของร้านค่ะ

หรือไม่ก็หลบหนาวเข้าไปเดินในห้างกันค่ะ My Zeil

Zeilgalarie ซึ่งสามารถขึ้นไปชมวิวเมืองกันได้

ทั้งทริปมีแต่เรื่องราวประทับใจ มาดีแตกก็ตรงเรื่องรถเช่าค่ะ เรื่องมาเกิดหลังจากกลับมาถึงไทยแล้วล่ะค่ะ เรื่องก็มีอยู่ว่า เราเช่ารถของ Global Drive ผ่านเวบAutoeurope รับรถกันที่ Berlin และมาคืนที่สนามบิน Frankfurt ไปถึงเจ้าหน้าที่ก็มาตรวจเช็ครถกันอยู่สักพักใหญ่ๆเดินตรวจเช็ครถรอบคัน ตามมาตรฐานการรับรถแบบที่เคยเจอ ทุกอย่างก็ดูเรียบร้อยดี ไม่มีจุดใดติดขัด เจ้าหน้าที่ก็ให้เซ็นต์เอกสารฉบับภาษาเยอรมัน แล้วพวกเราก็ลาจากเพื่อไปเช็คอินรอขึ้นเครื่องกลับบ้านกัน

กลับมาถึงไทย ได้รับอีเมล์แจ้งจากทาง Global drive ว่าล้อแมกซ์เป็นรอย และเค้าจะปรับเราเป็นเงินประมาณ 27,000 บาท ทางเราก็อีเมล์ตอบกลับไปว่าตอนที่คืนรถ เจ้าหน้าที่ที่มารับรถเดินตรวจสภาพรถแล้วไม่เห็นแจ้งเลยว่าล้อแมกซ์เป็นรอยชน ถ้าเห็นตอนนั้นทางเราก็เข้าใจและยอมรับได้ แต่นี่เรากลับมาถึงไทย สภาพรถเราก็ไม่เห็นว่าล้อมีรอยจริงอย่างที่เค้าว่ามาหรือเปล่า และอีกอย่างคือเรามั่นใจว่าเราไม่ได้ขับรถไปเสยฟุตบาธที่ไหนกันอย่างแน่นอน แต่ถ้ามีรถมาเสยช่วงเวลาที่เราจอดรถทิ้งไว้อันนี้ก็คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ปัญหาคือเราไม่ได้เห็นรอยที่เค้าว่ามาในวันดังกล่าว

เถียงกันไปมาอยู่นาน ทางนั้นก็ไม่ยอม ทางเราก็ไม่ยอมเช่นกันค่ะ จึงส่งอีเมล์เรื่องนี้ไปให้ทาง Autoeurope (จริงๆแล้วตอนเช่ารถ เราได้ซื้อประกันเพี่มในส่วนนี้ไว้อยู่แล้วค่ะ เพียงแค่ไม่พอใจที่ไม่ได้รับการชี้แจงเหตุผลที่ดีพอ) สิ่งที่ทาง Autoeuropeได้ตอบกลับมานี่ถือว่าซื้อใจลูกค้าอย่างเราเป็นอย่างมากเลยค่ะ เค้าคืนเงินที่ทาง Global drive แจ้งว่าจะหักผ่านบัตรเครดิตมาให้เราทันทีที่ได้รับการร้องเรียนจากเรา คืนมาก่อนที่ทาง Global drive จะหักจากบัตรเครดิตของพวกเราเสียด้วยซ้ำ

สิ่งที่เกิดขึ้นเราให้เราเริ่มคิดว่า คราวหน้าเราคงต้องเช่ารถจากบริษัทใหญ่ๆที่มีชื่อเสียงกันดีกว่า แพงกว่ากันไม่กี่บาท แต่ความรับผิดชอบของเค้าน่าจะดีกว่าบริษัทเล็กๆประเภทนี้ (ไม่รู้ตรรกะนี้จะเป็นจริงหรือเปล่านะคะ)

อิ่มเอมเปรมปรีดิ์ไปกับบรรยากาศของตลาดคริสต์มาสรวมทั้งบรรยากาศของเมืองสวยๆในฤดูหนาวแล้วก็ทำให้รู้สึกว่าไม่ว่าจะฤดูไหนๆ หรืออากาศหนาวเพียงใด ถ้ากายสู้  ใจพร้อม ก็ไม่มีอะไรที่จะมาขัดขวางการตะลุยโลกกว้างของเราได้อย่างแน่นอนค่ะ และก็ขอให้ทุกๆวัน ทุกๆคนจงมีความสุขกับการท่องโลกกันต่อไปนะคะ

 

ติดตามรีวิวสนุกๆ ได้ที่ https://www.facebook.com/livelife.by.noopoo


เเท็กที่เกี่ยวข้อง
เที่ยวเมืองนอก Christmas market in Europe เที่ยวยุโรป


TOP 10 THE BEST REVIEWS

Copyright 2017 TRIPGETHER. All Rights reserved.

Check Bot

แสดงบอทที่เข้ามาเก็บข้อมูล
บอทตัวล่าสุดที่เข้ามาเก็บข้อมูล คือ
Google (66.249.71.26) วันนี้ เวลา 07.15 น.