Go Around UBON: จุดเช็คอินสุดอันซีนรับหน้าร้อน สามพันโบก หาดชมดาวจนถึงลาวใต้ ที่คุณห้ามพลาด!!
7.1K
Views
3  มี.ค. 2560

เมื่อพูดถึงจังหวัดทางภาคอีสาน มีไม่กี่จังหวัดหรอกที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วประเทศได้ เพราะด้วยสภาพภูมิประเทศไม่มีทะเล ภูเขาก็มีแค่ไม่กี่จังหวัด ยิ่งกับเด็กอีสานอย่างพวกเราแล้วล่ะก็… ลืมไปได้เลย แต่!!! ลืมไปหรือเปล่า ภาคอีสานเรามีแม่น้ำโขงนะจ๊ะ ความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติอย่างหนึ่งที่ก่อกำเนิดแหล่งท่องเที่ยวมากมาย เพราะฉะนั้น เก็บกระเป๋า แล้วไปลัดเลาะริมโขงกับพวกเราทั้ง 5 เลยดีกว่า

เกริ่นนำซะสวยหรูไปแล้ว จริงๆ เรื่องมันมีอยู่ว่า
เพื่อน1 : กูอยากไปสามพันโบกว่ะ
เรา : เออ กูก็อยากไป  
เพื่อน 2 , 3 : ไปๆ ไปด้วย ไปไหนก็ได้
เพื่อน 1 : กูพาพี่ที่ทำงานไปด้วยนะ
ทุกคน : โอเค ดีล!!!

ทุกคนตอบตกลงเหมือนจะง่าย แต่จริงๆ ก็ไม่มั่นใจว่าจะทริปนี้จะเกิดขึ้นจริงเท่าไหร่นัก เพราะตั้งแต่รู้จักกันมา 10 กว่าปี ทั้งภูเขา ทะเล เวียดนาม เชียงใหม่  เราไปเที่ยวกันมาหมดแล้วเหรอ? ไม่ใช่!! เราเททริปกันมาหมดแล้ว นอกจากทริปตระเวนกินบุฟเฟ่ต์รอบกรุงเทพ นี่น่าจะเป็นทริปแรกที่เราได้ไปเที่ยวด้วยกันอย่างจริงจังซักที


DAY1 ทริปนี้ไปแต่เช้าแล้วนะจ๊ะ บินไฟลท์ 07.50 น. ของพี่สิงโต เพราะที่ท่องเที่ยวที่เราจะไปอยู่ห่างจากสนามบินมาก และเรามีเวลาแค่ 3 วัน 2 คืน ถ้าไปสายเดี๋ยวเที่ยวได้น้อย


ตอนเดินขึ้นเครื่องเจอพี่ผู้ชายยืนตอนรับเราที่หน้าประตูอย่างเป็นกันเอง ตอนนั้นเราไม่ได้เอะใจเลยว่าเค้าเป็นใคร หลังจากเครื่องเทคออฟแล้ว กัปตันก็แนะนำตัว อ้าว!!! คนเดียวกับที่ยืนอยู่หน้าประตูเมื่อกี๊ พร้อมกับรายงานสภาพอากาศแบบออกรส จนนึกว่าคุณปานสุดาช่อง 7 มาสิงร่าง (ถ้าพี่กัปตันผ่านมาเห็น พวกหนูประทับใจในการพูดของพี่มากนะคะ

เมื่อถึงสนามบินอุบล เราก็ไปจัดการรับรถเช่าที่ AVIS ที่จองไว้ โดยเค้าท์เตอร์จองรถทุกเจ้าของสนามบินเป็นแมนนวล มีโต๊ะตั้งอยู่ข้างหน้าเหมือนคิวรถตู้ ทุกอย่างเลยค่อนข้างช้า กว่าจะได้รถก็ปาไป 10 โมงกว่าแล้ว รีบไปหาอะไรกินกันดีกว่า อยากเที่ยวจะแย่แล้ว

มาถึงอุบลต้องกินก๋วยจั๊บญวณ ตอนแรกเราว่าจะกินร้านก๋วยจั๊บญวณยายแถ เหตุผลคือชอบชื่ออย่างเดียว แต่ขับรถวนหาร้านไม่เจอ เลยเปลี่ยนแผนไปกินร้านประเทือง อันนี้ไม่เกี่ยวกับชื่อนะ แค่อยากกินเพราะมีร้านปากหม้อชื่อดังอยู่ติดกัน

ไปกัน 5 คน สั่งก๋วยจั๊บญวณกัน 5 แบบ จนป้าที่ร้านงง ดีที่ของเรายังได้มาตามที่สั่ง แต่เพื่อนอีกคนไม่กินผัก พี่อีกคนเป็นมังสวิรัต สุดท้ายพี่ที่เป็นมังสวิรัตได้แต่เส้นกับไข่จานขาวโพลน เพราะป้าแกเข้าใจผิด พอตกลงเมนูก๋วยจั๊บพิศดารของแต่ละคนได้แล้ว ก็เดินไปสั่งปากหม้อญวณ หน้าร้านจะมีคนนั่งรอประจันหน้ากับคุณพี่คนทำอย่างใจเย็น ซึ่งตัดภาพไปคุณพี่ผมม้ากำลังตะบี้ตะบันทำปากหม้อด้วยความรวดเร็ว ส่วนเราไม่รู้จะทำยังไง ป้ายก็ไม่มีบอก
หน้าตาก็ไม่เหมือนปากหม้อที่เราเคยกิน เลยเนียนๆทำเป็นถ่ายรูป แต่หูนี่คอยแอบฟังคนที่สั่งก่อนหน้าเราแล้วสั่งตาม

 
 
หน้าตาปากหม้อญวณธรรมดา เห็นคนอื่นสั่งจะมี 3 แบบ  มีแบบธรรมดา ใส่ไข่ กรอบ ซึ่งเราไม่เคยกินแบบอื่นเลยสั่งแบบธรรมดามาก่อน ราคากล่องละ 30 บาท ไส้แน่นๆ อร่อยมาก และถูกมาก ท้องอิ่มแล้ว ก็ได้เวลาออกเดินทาง ที่แรกที่เราจะไปคือหาดทรายสูง หลายคนที่ไปอุบลจะไปเที่ยวหาดหงส์ แต่ก่อนวันเดินทาง เราไปเจอหาดทรายสูงในเน็ตโดยบังเอิญ เลยเปลี่ยนแผนกระทันหัน
 
หาดทรายสูง ตั้งอยู่ที่บ้านลาดเจริญ อำเภอเขมราฐ ห่างจากตัวเมืองอุบลประมาณ 120 กิโลเมตร จริงๆ ไม่ได้จะให้ความรู้อะไรหรอก แต่ว่าเท่าที่สังเกตทีท่องเที่ยวตามจังหวัดอุบล มีป้ายบอกทางน้อยมาก แล้วบางที่หาใน google map ก็ไม่เจอ อย่างหาดทรายสูงเนี่ย กว่าจะมีป้ายบอกทาง คืออยู่หน้าหมู่บ้านที่จะถึงที่อยู่แล้ว และหลังจากที่ขับรถมาแสนไกล กับทางเข้าที่ขรุขระ เราก็พบกับ ……
 
 
ห๊ะ!!! แค่นี่เนี่ยนะ บอกตามตรงว่าเห็นแล้วถอดใจ ไหนหาด ไหนทราย นั่นสูงแล้วเหรอ? เราจอดรถอยู่ตรงนี้แป๊บนึงก่อนจะมองลงไปเห็นว่าเอารถลงไปจอดด้านล่างได้ พอขับลงไปด้านล่างเท่านั้นแหละ
 
 
กรี๊ด!!! มันเจ๋งมากกกกก ทรายสีขาวระยิบระยับกับฉากหลังเป็นต้นไม้สีเขียว และท้องฟ้าสีสด มันสวยมากจริงๆ มองแบบนี้เหมือนจะไม่สูง แต่ถ้ามองลงไปทางแม่น้ำจะเห็นว่ามันสูงมาก พอเปิดประตูลงจากรถ ทุกคนคว้ากล้องวิ่งไปเนินทราย ผลัดกันถ่าย ผลัดกันเป็นแบบอย่างสนุกสนาน โลเคชั่นดี มีชัยไปกว่าครึ่งจริงๆ

 
 
 
วันนี้ลมแรงมาก พัดมาทีทรายเข้าตัว เข้าปาก เรากินทรายเข้าไปเยอะ ขนาดที่ว่าถ้ากินปูนกับเหล็กตามเข้าไปก็สร้างบ้านในท้องได้แล้ว 
 
 
เดินไปถามหาห้องน้ำกับป้าร้านส้มตำที่เปิดอยู่ร้านเดียว คุยไปคุยมาเลยสั่งส้มตำป้ามา 2 จาน พอป้าแกรู้ว่าพวกเราเป็นเด็กบุรีรัมย์เท่านั้นแหละ เม้ากันน้ำไหลไฟดับ เพราะแฟนแกเป็นคนบุรีรัมย์เหมือนกัน คนอุบลนี่ใจดีแถมคุยสนุกด้วยนะ ไปร้านไหนชวนคุยตลอด ยิ่งเวลาเค้าพูดมาแล้วเราตอบภาษาอีสานนะ เหมือนปลอดล็อค คุยกันยาวเลยจ้า นั่งกินส้มตำไป เม้ากับป้าไปจนรู้หมดว่าแกมีลูกกี่คน อายุเท่าไหร่ ชื่ออะไรบ้าง ยกเว้นอย่างเดียวคือ ไม่รู้จักชื่อป้า 5555 ก่อนกลับเลยขอป้าถ่ายรูปมารูปนึง แกหันมายิ้มเสร็จแล้วบอกว่า “ถ่ายอิหลีบ่ ป้าเขิน” แหม!!  แล้วเมื่อกี๊ที่ยิ้มให้กล้องคืออิหยังล่ะป้า ใครไปหาดทรายสูงแวะไปอุดหนุนป้าแกได้นะ แต่อย่าลืมบอกแกว่าไม่เผ็ดนะ เพราะแกบอกว่าแกปลูกพริกเอง เม็ดใหญ่มาก แค่ 4 เม็ดนี่ทำเรากินน้ำตามเป็นลิตร

 
ออกจากหาดทรายสูงขับต่อมาอีกประมาณ 15 กิโล ก็มาถึงหาดชมดาว หรือ แก่งชมดาว สถานที่เที่ยวที่เพิ่งได้รับการโปรโมต ในแคมเปญ #เขาเล่าว่า ของ ททท . หาดทรายสูงที่ว่าว๊าวแล้ว เจอแก่งชมดาวเข้าไปถึงกับชิดซ้าย เพราะแก่งหินสูงต่ำสลับซับซ้อนกับต้นไม้สีเขียวที่ขึ้นเป็นพุ่ม ไม่แน่ใจว่าเป็นต้นอะไร อยู่ตามแนวซอกหินเต็มไปหมด

 
ที่หาดชมดาวจะมีธงตั้งไว้ในจุดที่ไว้สำหรับถ่ายรูป แต่เราไม่แน่ใจเหมือนกันว่าแต่ละสีแตกต่างกันยังไง พวกเราเดินไปกันเอง ไม่ได้จ้างมัคคุเทศก์น้อย เพราะชาวบ้านแถวนั้นบอกว่าวันนี้น้องๆ ยังไม่เลิกเรียนกัน ไม่เป็นไร แค่นี้เราเดินเองได้ สบายมาก เป็นไง มั่นใจอะไรเบอร์น้านนนนน
 

 
ด้วยความที่เป็นแก่งหินสูงต่ำให้เราสนุกกับการถ่ายรูปมาก แล้วหินแต่ละก้อนก็มีริ้ว มีรายละเอียดแตกต่างกันไป เรียกได้ว่า แค่ขยับมุมนิดเดียวก็ได้ภาพอีกแบบแล้ว ยิ่งแสงตอนประมาณ 4-5 โมงเย็นนี่ยิ่งถ่ายกันเพลิน
 

 
ถ่ายรูปจนแสงใกล้หมด มาถึงจุดนี้ที่เรามองจากทางเข้าเห็นว่าเป็นที่สุดท้าย คือมีธงปักอยู่จุดสุดท้าย แต่พอขึ้นไปหน้าจุดนี้เท่านั้น ความจริงทั้งหมดที่เราเข้าใจผิดมาตลอดก็เปิดเผย ธงสีต่างๆเรียงรายยาวไปอีกเกือบกิโล ตอนนั้นเราอึ้ง ทำตัวไม่ถูก พอตั้งสติได้เรานี่รีบวิ่งแบบไม่คิดชีวิตเลย แสงก็จะหมด ลมก็พัดผมปิดหน้า หินก็ต้องปีน รูปก็ต้องถ่าย ตอนนั้นรู้สึกเหมือนมาเล่นเกมส์แข่งร้อยได้ล้าน ที่ต้องปฏิบัติภาระกิจให้ได้ภายใน 100 วินาที แล้วกดหยุดเวลา  เพราะฉะนั้นแนะนำคนที่ไปว่า อย่ามัวแต่เถลไถลแบบเรา นี่ขนาด 3 ชั่วโมงนะ ยังไม่พอเลย หรือทางที่ดีใช้บริการน้องมัคคุเทศก์น้อยน่าจะดีกว่า ถือเป็นการช่วยค่าขนมน้องๆ ด้วย
 


มุมตรงนี้หินสวยมาก ซึ่งมีอีกกลุ่มขับรถเข้ามาจอดและถ่ายรูปกันอยู่ ส่วนพวกเราน่ะเหรอ มั่นใจไง เดินเองได้  เป็นไงล่ะ ไปนั่งเอาหน้าโต้ลมเคาะทรายกันตรงทางเข้าจนแสงจะหมดแล้ว เลยต้องมาวิ่ง 4x100 ถ่ายรูปกัน
 
 
 
ตรงนี้จะเป็นเวิ้งใหญ่ๆ มีหินเป็นหน้าผาเป็นครึ่งวงกลม แค่เราบิดมุมไปเรื่อยๆ ก็ได้ภาพไม่ซ้ำแล้ว เพราะฉะนั้น ใครที่มาแล้วเวลาไม่พอ แนะนำให้มองหาธงน้ำเงินเลย หรือจริงๆ มีจุดที่สวยกว่านี้แต่เราไปไม่ถึงก็ไม่รู้ ยิ่งพูดก็ยิ่งเศร้า
 
 
 
 
ถ่ายรูปจนแสงใกล้หมดแล้ว เลยรีบเดินออก เพราะกลัวมืดแล้วจะอันตราย อีกอย่างทางที่พักโทรมาบอกว่าวันนี้ร้านอาหารจะปิดเร็ว ให้กินข้าวให้เรียบร้อยก่อนเข้ามาเลย
 
 
ยื้อกันจนแสงหมดก็รีบเดินกลับไปที่รถดีกว่า ตอนนี้อากาศเย็นมาก และมืดมากด้วย ไปก่อนนะ หาดชมดาว ไว้คราวหน้าจะมาเก็บให้หมดเลย เราสัญญา ออกจากหาดชมดาว ขับต่อไปครัวสามพันโบกที่พักของเราคืนนี้ ตลอดทาง ถนนก็มืดและแคบ ขับไปเรื่อยๆป้ายบอกทางก็มองลำบาก ตาม GPS มาเรื่อยๆ จนมาจอดหน้าป้ายเก่าๆริมถนน ที่บอกว่าเป็นทางเข้าวัดอะไรซักอย่าง แต่มองเข้าไปตามแสงไฟรถ เห็นรอยรถวิ่งไม่เกิน 10 เมตร แล้วก็มืดสนิท สองข้างทางเป็นต้นไม้ทึบ ตอนนั้นคิดในใจ นี่มันพล็อตหนังผีชัดๆ เลยรีบโทรถามที่พัก ก็ขับเข้ามาในหมู่บ้านเรื่อยๆ เป็นลาดยางก็โล่งใจ แต่แล้วก็ต้องผ่านทางลูกรังที่สองข้างทางเป็นป่ายูคาลิปตัสอีก ตอนนั้นปากก็พูดเรื่องอื่นตลกโปกฮากับเพื่อนนะ แต่ตานี่ไม่มองข้างทางเลย แล้วภาวนาว่าอย่ามีอะไรโผล่มานะมึ๊งงง
 
 
*** ที่พักถ่ายตอนเช้า เพราะเราไปถึงมืดมากแล้ว พอมาถึงคุณลุงคนดูแลวิ่งมาเปิดไฟให้ ไฟก็กระพริบแล้วก็ดับหายวับไปต่อหน้าต่อตา ลุงงงงงงงงงง!!! เฮ็ดจั๋งได๋ล่ะบัดทีนี่ มืดก็มืด หนาวก็หนาว ข้าวก็ยังไม่ได้กิน ยืนเก้กังช่วยลุงดูคัตเอาท์ไฟอยู่นานจนทนไม่ไหว เลยไปเนียนขอผิงไฟกับพี่ที่เค้ามากางเต๊นอยู่ริมน้ำ ยืนอยู่นานจนพี่เค้าชวนกินหมูย่าง แต่เรารีบปฏิเสธไปเพราะกลัวไม่อิ่ม กลัวพี่เค้าไม่อิ่มเหรอ? ไม่!!! กลัวเราเนี่ยแหละไม่อิ่ม จะบ้าเหรอ แค่มายืนผิงไฟกับเกรงใจเค้าจะแย่แล้ว พี่เค้าเลยแนะนำว่าให้ออกไปหาอะไรกินก่อน เพราะเดี๋ยวร้านปิด เราเลยปล่อยให้ลุงจัดการกับไฟต่อไป

ขับรถออกมาทางถนนลูกรังทางเดิม แต่ขับไปก็ไม่มีวี่แววว่าจะมีอะไรให้เรากิน 2 ทุ่มที่นี่เงียบสนิท จนวางแผนว่าหรือเราจะต้องขับไปหาอะไรกินที่อำเภออื่น แต่แล้วก็เหมือนโชคชะตาเข้าข้าง ราวกับเจอโอเอซิสในทะเลทราย
ร้านปลุกเสกหมูกระทะ  หมูกระทะเว้ย!! เราทั้ง 5 หันขวับโดยพร้อมเพรียง รออะไรล่ะคะ เลี้ยวเข้าไปสิ
 

ร้านหมูกระทะที่นี่ขายเป็นกิโล หมู เนื้อ ปลาหมึก กุ้ง ลูกชิ้น รวมกันได้หมด ให้เราตักเอง กิโลละ 200 บาท แถมผัก 1 ชุด ตอนตักก็ถามพี่เจ้าของร้านนะว่า 5 คนกินประมาณกี่โล พี่เค้าก็บอกว่าประมาณโลครึ่ง สุดท้ายเรากินกันไป 2 โลครึ่งจ้า นี่ขนาดมีพี่คนนึงเป็นมังสวิรัตกินแต่ผักนะ ผู้หญิงพวกนี้น่ากลัวจริงๆ
 

กินเสร็จกลับที่พัก ว่าจะออกไปนั่งจิบเบียร์ดูดาวซักหน่อย จริงๆจะถ่ายดาวแหละ เอาเพลทติดกล้องมาอย่างดี แต่ลืมขาตั้งกล้องไว้ที่กทม. จ้า เสียใจมาก เพราะคืนนี้ดาวสวยมาก สวยขนาดที่นั่งอยู่ในรถ เงยหน้ามองฟ้า ท่ามกลางเพื่อนที่ตะโกนแหกปากร้องเพลงกันอย่างบ้าคลั่งก็ยังรู้สึกโรแมนติคจนแอบอมยิ้มอะ
 

DAY2

04.00 นาฬิกาปลุกดัง เพราะพี่ที่เราไปเนียนยืนผิงไฟกับเค้าเมื่อคืนบอกว่า ตี 4 เค้าจะตื่นมาถ่ายทางช้างเผือก ส่วนเราขาตั้งกล้องไม่มี เลยกะจะไปเนียนๆแอบดูพี่เค้าถ่ายเอา แต่อากาศขนาดนี้ เจ้าหมอนและที่นอนก็ช่างเว้าวอนให้กลับไป เลยตื่นมาแง้มหน้าต่างดูว่ามีใครออกมาถ่ายมั้ย เงียบสนิทจ่ะ นอนต่อสิจ๊ะ จะรออะไร

06.00 เสียงเพื่อนตื่นมาเก็บของกันกุกกัก พอเพื่อนปลุก เราก็อื้อออ แล้วนอนต่อ พอได้ยินเสียง “พระอาทิตย์ขึ้นสวยมาก!” จากใครไม่รู้ด้วยนะ เท่านั้นแหละ รีบดีดตัว คว้ากล้อง ใส่รองเท้าแล้วพุ่งตัวด้วยความเร็วสูงออกไปโดยไม่แคร์อากาศ 16 องศาที่รออยู่เลย
 
 
      
 
พระอาทิตย์ขึ้นจากหน้าที่พัก เราสามารถเดินไปชมสามพันโบกจากหน้าที่พักได้เลยโดยไม่ต้องนั่งเรือ แต่วันนี้เราต้องเดินทางไปช่องเม็กต่อ เลยอยู่แค่ข้างบนดูพระอาทิตย์ขึ้นแล้วก็รีบไปอาบน้ำแต่งตัว ยังไงพรุ่งนี้เราก็จะมาเก็บแสงเช้าที่นี่อยู่แล้ว
 
 
 
จากครัวสามพันโบกเดินทางไปช่องเม็ก ระยะทางประมาณ 100 กิโลเมตร แต่ว่าถนนแคบและทางไม่ค่อยดี ออกจากครัวสามพันโบกตอน 7.30 น. กว่าจะไปถึงช่องเม็กก็ 10 โมงแล้ว

 
 
ทำเรื่องฝั่งไทยเสร็จแล้ว ก็ลอดอุโมงค์ไปขึ้นฝั่งลาว แล้วไปประทับตราขาเข้าที่ฝั่งลาวแล้วทำการเสียตังค์ค่าอะไรก็ไม่รู้ เป็นค่าธรรมเนียมลึกลับ ค่าที่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร แล้วแต่ละคนใบก็เสียไม่เท่ากัน ที่สำคัญ โนใบเสร็จจ้า!! บายยยย 100 บาทของฉัน ***พอรับพาสปอร์ตคืนมาแล้ว อย่าลืมเช็คว่าเค้าปั๊มหรือยังนะ ไม่งั้นเข้าประเทศผิดกฏหมายนะเธอ ถ้าไม่โดนจับ ก็โดนปรับกันอ้วกเลยนะจ๊ะ***

 
เรานัดแนะพี่คนชับรถตู้ไว้ที่หน้าธนาคารพงสะหวัน ชื่ออ้ายสมรัก แต่วันนี้อ้ายสมรักไม่ว่างเลยส่งอ้ายจุ่น ที่พวกเราตั้งชื่อให้ใหม่ว่าจุนโฮโอปป้ามาแทน แผนของเราวันนี้คือ ตาดฟาน ตาดเยือง ตาดจำปี และตาดอีตู้ แต่อ้ายจุ่นบอกว่าตาดจำปีทางเข้าลำบาก แล้วเวลาจะไม่ทัน เพราะเรามัวแต่ชักช้า อันหลังนี้เติมเอง ก็เลยตัดออกไป ส่วนตาดผาส้วมเราเคยมาเมื่อ 3 ปี ที่แล้วแล้วรู้สึกไม่ค่อยชอบครั้งนี้เลยไม่อยู่ในแผน

น้ำตกทั้งหมดที่เราจะไปตั้งอยู่ที่ราบสูงโบโลเวน ในเมืองปากซอง ซึ่งห่างจากเมืองปากเซซึ่งเป็นศูนย์กลางของแขวงจำปาศักดิ์ประมาณ 30 โล แต่เป็น 30 กิโลที่ทรหดมาก ถนนแคบรถสวนกันแทบไม่ได้ เท่านั้นยังไม่พอ บนถนนมีมอเตอร์ไซค์ที่ขับกินลมแบบไม่แคร์ใคร รถบรรทุกที่กำลังทำถนน หมา แพะ เดินกันแบบสโลวไลฟ์ คือมีทุกอย่างอยู่บนถนนอะ ยกเว้นความปลอดภัย
 
จุดหมายแรกของเราวันนี้คือตาดฟาน ตาดฟานจะอยู่ในบริเวณตาดฟานรีสอร์ท มีค่าเข้าคนละ 5000 กีบ และค่าจอดรถคันละ 5000 กีบ
 
 
 
ตาดฟานจะมีน้ำสองสายไหลลงไปในหุบเขาลึกประมาณ 200 เมตร  ไม่สามารถลงไปได้ บางข้อมูลก่อนบอกว่าลงไปได้แต่ต้องใช้เวลาหลายวัน บางแหล่งข้อมูลก็บอกว่ามันลึกมากจนข้างล่างอากาศเบาบางมาก อันนี้ไม่รู้เท็จจริงยังไง เราเป็นสายเที่ยวแบบไร้ความรู้อยู่แล้ว เอาเป็นว่าถ่ายรูปเสร็จก็ออก แค่นั้น
 

ข้างหน้าจะมีร้านขายกาแฟผง เพราะแถวนี้ปลูกกาแฟกันเยอะ และมีโรงงานกาแฟดาวอยู่ในเมืองนี้ด้วย เดินออกมาคุณป้าก็เชิญชวนให้ไปซื้อกาแฟ บอกว่าชิมได้ เราก็นั่งชิมชาฟรีที่ศาลาตั้งนาน เพราะป้าแกบอกว่าจะไปชงกาแฟมาให้ชิม สุดท้ายป้าถือกา แล้วก็ไปยืนขายผ้าต่อ ไม่รู้ว่าแกเนียน หรือแกลืม ก็เลยไปดีกว่า ขี้เกียจรอ ใครสนใจกาแฟแบบโฮมเมดแท้ๆ ก็แวะซื้อได้นะ
 
 
ตาดเยือง ถือว่าเป็นไฮไลท์ของตาดทั้งหมด เพราะเราเคยมาแล้วมันสวยมาก สวยจนต้องนำเสนอกับเพื่อน และโฆษณากาแฟดาวที่มีพี่ซันนี่ก็มาถ่ายที่ตาดเยือง ตอนเราส่งลิสต์น้ำตกให้เพื่อนเลือก ทุกคนเลยลงความเห็นว่า “ไปไหนก็ได้ แต่กูอยากไปน้ำตกซันนี่ แค่นั้นแหละ“คือตอนนี้ต้องเรียกว่าน้ำตกซันนี่ เพราะถ้าเรียกตาดเยือง ทุกคนในทริปจะถามว่า ที่ไหนวะ?

ด้วยความที่ตาดเยืองเป็นไฮไลท์ของแทบทุกคนที่มาเที่ยวน้ำตกเลยก็ว่าได้ ค่าเข้าก็เลยแพงกว่าที่อื่น ค่าเข้าคนละ 10,000 กีบ และค่าจอดรถอีก 10,000 กีบ มาถึงแล้วก็เดินลงไปนิดนึงก็จะเจอกับด้านบนน้ำตกที่เป็นที่ราบก่อนที่น้ำจะไหลลงสู่หุบเขา
 
 
จากนั้นช่วงเวลาแห่งการทรมานกล้ามเนื้อขาก็มาถึง สำหรับคนที่ออกกำลังกายบ่อยคงสบายมาก แต่ผู้หญิง 5 นางนี่นะเหรอ? ออกกำลังกายคืออะไร ทุกวันนี้แค่ซื้อรองเท้าผ้าใบ ซื้อสปอร์ตบรามาแขวนไว้ในตู้เสื้อผ้า ก็หลอกตัวเองว่าเราสุขภาพดีแล้ว
 

แล้วดูทางสิเธ๊อออออ ชันและแคบ คือไม่มีที่ให้สามารถหยุดพักสังขารได้เลย ตอนนั้นมีแต่เพลงพี่เบิร์ดลอยมาในหัวตลอดเวลา “กลับตัวก็ไม่ได้ ให้เดินต่อไปก็ไปไม่ถึง” อยากจะไถลลงไปให้รู้แล้วรู้รอด ก่อนจะมา “กูลืมซื้อเสื้อกันฝนว่ะ มาคราวที่แล้วน้ำเยอะมาก แล้วละอองน้ำแรงมาก เปียกมาจนถึงเนินที่ถ่ายรูปอะ ขนาดกูใส่เสื้อกันฝนยังเปียกเลย” นี่เคลมไว้ใหญ่มาก ถึงขนาดเพื่อนจะไม่เอากล้องลงมาเพราะกลัวกล้องเปียก แล้วพอเดินมาถึงข้างล่าง ภาพที่เห็นคือ
 

เห่ลโล๊ว อิสมี!!! น้ำหายไปไสเบิ๊ดดดดด เอาน่า มาหน้าหนาวที่ไม่หนาว แต่อยู่ดีๆ ก็หนาว (งงมั้ย) ก็เป็นแบบนี้แหละ แต่อย่ากระนั้นเลย ก่อนจะแก้ตัวใดๆ เดอะแก๊งอีก 4 ชีวิตที่เหลือ นางดูเหนื่อยหอบ และตื่นเต้นกับสิ่งตรงหน้า เราก็เนียนๆไป เพื่อนไม่ด่าก็อย่าไปออกตัวรับผิดเนอะ
 

ไหนๆ ละอองน้ำก็ไม่มีแล้ว คราวนี้เราเลยเดินลงมาข้างล่างสุดกันดีกว่า เหนื่อยก็เหนื่อย ร้อนก็ร้อน แต่มาถึงแล้วก็เอาหน่อยละกัน
 


และนอกจากน้ำตกที่สวยงามที่ตอนนี้น้ำไหลเอื่อยแล้ว  ภาพที่ทุกคนเห็นแล้วน่าจะพอคุ้นตามาบ้างก็คือทางเดินนี้
 

ถ่ายรูปเสร็จสนุกสนานก็ปาไปบ่ายโมงกว่า ไอ้ตอนลงน่ะไม่เท่าไหร่ ตอนขึ้นเนี่ยสิ ใจแทบขาด หรืออาจจะเพราะเราเหนื่อยสะสมกับการโต้ลม ลุยทราย ไต่หินมาเมื่อวาน วันนี้เดินไปไม่เท่าไหร่ก็ล้าแล้ว
 
 
เดินขึ้นมาเหนื่อยมาก เลยจัดโค้กไปคนละกระป๋อง กระป๋องตั้ง 10,000 กีบ เกือบ 50 บาท กินไปก็เสียดายตังไป ในระหว่างนั่งกินโค้กที่ร้าน ก็มีน้องสาวสวยเสียงหวานยืนเสนอเมนูอาหาร ข้าวผัดกะมี ตำหมากหุ่งก็แซ๊บบบบ แซ่บ เด้อจ้า สนใจบ่

เพื่อน  : แต่เรามาเที่ยวถึงถิ่น ต้องกินร้าน Local ดิวะ
เรา     : แต่ที่ผ่านมาไม่เห็นมีร้านเลยนะ
เพื่อน  : เอาน่า ไปถามอ้ายจุ่นก็ได้ มันต้องมีแหละ ไม่งั้นคนลาวเค้ากินที่ไหนกัน
 
พอไปถามอ้ายจุ่นก็ได้คำตอบว่า บ่มีจ้า มีแต่ที่ตาดอีตู้  ยังไงดีล่ะ ราคาที่น้ำตกก็ไม่น่าต่างกันมากปะ หรือจะกินไปเลย แต่เดินกลับไปตอนนี้ เสียฟอร์มนะ น้องอุตส่าห์นำเสนอเมนูตั้งนาน นั่น!! ทำตัวเหมือนมีสิทธิ์เลือกได้เนอะ
ออกจากตาดเยืองมาด้วยความหิวโหย ขับย้อนมาอีกหน่อยก็ถึงทางเข้าตาดอีตู้ ตาดอีตู้อยู่ในตาดอีตู้รีสอร์ท เสียค่าเข้าคนละ 5000 กีบ และค่าจอดรถอีก 5000 กีบ เข้ามาถึงน้ำตกเงียบสนิท มีแต่น้องที่เดินมาขายตั๋ว(ภาษาลาวเรียกว่า ปี้) กับน้องพนักงานต้อนรับร้านอาหาร ใช่!!! ร้านอาหาร เราจะได้กินอาหารกันแล้ว เย่!!!
 

และนี่คือ !!!! ข้าวผัดแฮม ที่ปรุงด้วยข้าวจากที่ราบสูงโบโลเวนที่เก็บเกี่ยวท่ามกลางหยาดน้ำค้างตอนรุ่งเช้า ผสมผสานกับแฮมที่ทำมาจากส่วนท้องของหมูตัวเมียที่ฟังเพลงแจ๊สวันละ 10 ชั่วโมง และถั่วฝักยาวที่ปลูกด้วยน้ำจากน้ำตกตาดอีตู้ ทั้งหมดที่พูดมาไม่เป็นความจริง แต่นี่คือข้าวผัดธรรมดาที่แม้หน้าตาจะจืดชืด แต่รสชาติน้าานนนนนน ก็จืดชืดเหมือนหน้าตานั่นแหละ ในราคา 30,000 กีบ (131.5 บาท) ฮือออออ~ ราคาขนาดนี้ อยากจะเลียยันขอบจานเลย ตอนนี้หน้าน้องสาวที่ตาดเยืองลอยมาในหัว พี่ขอโทษนะน้อง พี่น่าจะกินส้มตำจานละ 15,000 กีบของน้องซะให้รู้แล้วรู้รอด มาเจอข้าวผัดจานละ 30,000 กีบ กับส้มตำจานละ 25,000 กีบ
ที่พี่ไม่กล้าสั่งกิน พี่ขอโทษจริงๆ
 
ก้มหน้าก้มตากินไป เพราะตอนนี้ก็ 4 โมงแล้ว กลัวด่านจะปิดก่อน เดี๋ยวเราไปไม่ทัน เพื่อนก็อิดอดกัน เพราะเหนื่อย ส่วนเราก็ขาลากไม่ต่างกัน แต่แบกกล้องมาขนาดนี้แล้ว ข้าวก็แพง ค่าเข้าก็เสียแล้ว น้ำตกนี้ก็ยังไม่เคยมา ในขณะที่เพื่อนตกลงว่าจะลงไปกันดีมั้ย เรารีบวางช้อนส้อมแล้วบอกว่า “งั้นกูไปก่อนนะ ยังไงตามมา ถ้าไม่มาเดี๋ยวกูถ่ายรูปมาเผื่อ”

โอ๊ย!!! สตรองอะไรเบอร์นั้น สูงก็สูง ชันก็ชัน นี่ต่างบ้านต่างเมือง โทรศัพท์ก็ติดต่อไม่ได้ แล้วลงไปทั้งน้ำตกมีเราแค่คนเดียว ตอนนั้นกลัวมากนะ แต่ใจดีสู้เสือกะว่ารีบกดๆ ได้รูปที่พอใจก็จะขึ้นแล้ว
 

พอลงมาคนไม่มีซักคน หันไปเจอสะพานไม้เก่าๆ ในใจคิดว่านี่ไม่มีคนเข้ามานานแค่ไหนแล้ววะ? คืออยู่คนเดียวแล้วนอยไปหมดทุกอย่างจริงๆ
 
 
 
พอหันกลับมาอีกฝั่งก็จะเจอทุ่งดอกไม้ที่ไม่รู้ว่าเป็นดอกอะไร  สีม่วงอ่อนของมันตัดกับสีเขียวของทุ่งหญ้า แล้วกล้องค่อยๆแพนขึ้นไปเจอน้ำตกที่อยู่ข้างหน้าโดยมีเสียงน้ำตกเป็นแบ็คกราวน์ คิดว่าจะถ่ายวิดีโอมาใช่มั้ย? ไม่เลยจ้า นี่ยังเสียดายจนถึงทุกวันนี้
 
 
ยืนถ่ายไปซักพักก็มีแก๊งแฟนฉันแห่งเมืองปากซอง ทุกคนมาพร้อมแว่นคาดหัวมาถึงไม่พูดพร่ำทำเพลงก็มุดลงไปดำผุดดำว่าย พอเดินไปใกล้ๆ ก็เห็นว่าเป็นน้องแก๊งเดิมจากตาดเยือง ตอนเจอที่ตาดยืองตะโกนถามน้องจากไกลๆ ว่าหาอะไรน้องก็ไม่ตอบ คราวนี้พี่เลยบุกไปประชิดตัวน้องเลยจ้า
 

“น้องๆ เฮ็ดหยัง” น้องเงยหน้ามาเหลือบมองทีนึงแล้วก็สะบัดตูดหนีเลย ฮ่วย!
 

          ในที่สุดเพื่อนๆก็ตามลงมา พร้อมร่างกายง่อยเปลี้ยเสียขา และมีคุณคู่รักฝรั่งลงมาด้วย
 

          
ก่อนจะกลับก็เซย์ไฮกันนิดหน่อย ได้ความว่าเค้าเป็นชาวฝรั่งเศส กำลังจะกลับเข้าไปในเมืองปากเซ เพื่อต่อรถไปกัมพูชาต่อ จากนั้นก็พาร่างกายที่ไม่สมประกอบเดินขึ้นบันได้ที่ชันมากกกก และต้องทำเวลา แต่สังขารมันไม่เอื้อเนี่ยสิ เดินไปขั้นนึงก็พักทีนึง จนฝรั่งคู่นี้ที่เดินตามหลังมา ถึงกับมองพวกเราแล้วยิ้มเหมือนกับรู้ว่า พวกแกไม่เคยออกกำลังกายใช่มั้ย?

ขึ้นมาถึงก็รีบขึ้นรถ แล้วถามอ้ายจุนว่า ไปด่านทันบ่ อ้ายจุ่นก็ตอบว่าทันแล้วก็ยิ้มๆ นี่ก็ 5 โมงแล้ว ด่านปิด 6 โมง จะทันมั้ยเนี่ย นั่งไปก็นอยไป รถมอเตอร์ไซค์ก็ขับแบบไม่แคร์เวิร์ลใดๆทั้งสิ้น คิดจะปาดก็ปาด สวนเลนมาดื้อๆ อ้ายจุ่นก็ขับแบบเซียนมากเวลาเบรคทีนี่เรากรี๊ดกันลั่นรถ
 

            
6 โมง 5 นาที มาถึงด่าน เงียบสนิท นี่หน้าถอดสีเลย พอลงรถเสร็จเลยถามอ้ายจุ่นว่าด่านปิดกี่โมง อ้ายจุ่น บอก 2 โมง 2 ทุ่มนั่นแหละ โถ!!! แล้วที่รีบคืออะไร ? แต่ตอนเราหาข้อมูลมามันปิด 6 โมง ตอนใช้ wifi ที่ร้านอาหารตาดอีตู้ เพื่อนเราเสิชก็เจอว่าปิด 6 โมง เพราะฉะนั้น ปิด 2 ทุ่มนะคะ ย้ำ!!! ปิด 2 ทุ่ม ผิดเองแหละที่ถามอ้ายจุ่นแค่ว่าทันมั้ย ไม่ได้ถามว่าด่านปิดกี่โมงตั้งแต่แรก
                  
พอไปประทับตราออกจากประเทศ เจ้าหน้าที่เค้าก็ถามว่าเราไปเที่ยวไหนมา แล้วก็บอกราคา 50 บาท เอ๊า!! อยู่ดีๆก็ลดราคาให้เฉย เรามาคราวที่แล้วเสีย 100 บาททั้งไปทั้งกลับเลย แต่ไม่ต้องแคร์ เพราะไม่มีใบเสร็จเหมือนเดิม
แต่หลัง 6 โมง ร้านค้าแถวนั้นจะปิดหมดแล้วนะ เหลือแค่ร้านปลอดภาษีข้างร้านดาวเรือง เพราะฉะนั้นถ้าจะมาหิ้วเครื่องดื่มกันก็มากันเร็วๆหน่อยเนอะ กว่าจะมาถึงโขงเจียมโฮมสเตย์ก็มืด มืดอีกแล้ว ตอนแรกว่าจะปิ้งย่างกินริมโขง แต่สื่อสารกันผิดพลาด เค้าไม่ได้เตรียมเตาไว้ให้ จะหาซื้ออุปกรณ์ตอนนี้ก็ไม่ทันแล้ว  เราเลยได้ต้มยำปลาหมึกที่ถุงใหญ่มากจนล้น 2 ชาม ส้มตำ 2 จาน แล้วก็ปลาทูทอด ปอเปี๊ยะ จากตลาดเย็น มากินกับเครื่องดื่มที่หิ้วมาจากฝั่งลาว แล้วก็ก่อกองไฟนั่งดื่มกันก่อนจะนอน
 
 
โขงเจียมโฮมสเตย์จะอยู่ติดกับทอแสงโขงเจียมที่แสนโด่งดัง ทางเข้าเดียวกันเลยแต่ถึงก่อน เพราะฉะนั้นวิวหน้าบ้านเราก็จะเป็นแม่น้ำโขงกับแม่น้ำมูล  เราก็ตั้งใจอย่างดีว่าจะตื่นมาดูแม่น้ำโขงตอนเช้ามืด แต่อย่าหวังว่าจะเจอพระอาทิตย์ขึ้นนะ เพราะขึ้นคนละฝั่ง แล้วรีบกลับไปถ่ายแสงเช้าที่สามพันโบก พอเอาเข้าจริง เบียร์ลาวทำพิษ กว่าจะตื่นก็ 7 โมงครึ่ง กว่าจะอาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็ปาไปเกือบ 9 โมงแล้ว
 

อันนี้เป็นวิวหน้าที่พัก ที่พักจะมีทั้งหมดน่าจะ 5 หลัง แต่มี 2 หลังที่หันหน้าออกทางริมน้ำ คือบ้านที่เราอยู่ ส่วนริมน้ำก็จะมีโต๊ะให้ กลางคืนนั่งดื่มริมกองไฟตรงนี้ชิลมาก
 
 
อันนี้เป็นบ้านแอร์ น่าจะมีหลังเดียว แต่ตอนที่เราไปอากาศหนาวมาก แอร์เลยไม่จำเป็น
 

ความพีคคือห้องน้ำโอเพ่นแอร์ ไอ้จะโชว์หวิวอะไรนี่ไม่ห่วงนะ แต่มันเปิดกว้างเป็นหนทางแห่งสิงห์สาราสัตว์เนี่ยสิ บ้านเรามีเขียดตะปาด เอ๊ะ!! เด็กกรุงเทพเค้าเรียกเขียดตะปาดมั้ย? นั่นแหละ !!  มีเขียดตะปาดอยู่ 2 ตัว ตัวแรกอยู่ตรงโอ่ง  อันนี้พอหลบได้ แต่อีกตัวอยู่ขอบเตียง ตกดึกกำลังง่วงๆ มึนๆ แบกกระเป๋าหนักเกือบ 10 โล เจอเพื่อนเอาไม้กวาดไล่เขียดกันอยู่ นี่วิ่งตัวฉิวแบบลืมหนักเลย

“เราจะตื่นมาเก็บแสงเช้าที่สามพันโบก!!!   เราจะตื่นมาเก็บแสงเช้าที่สามพันโบก!!!   เราจะตื่นมาเก็บแสงเช้าที่สามพันโบก!!!” ประโยคนี้ก้องอยู่ในหัวซ้ำ เหมือนประโยคบอกเลิกใน MV เพลงอกหัก ท่ามกลางเราที่ยืนหยีตาอยู่ท่ามกลางแดดอันร้อนจัดในเวลา 10 โมง วันนี้เราสายเองแหละ แหะ แหะ

เราขับรถมาจอดกันในครัวสามพันโบกที่เราพักเมื่อคืนแรก แล้วเดินลงไปเลย ไม่ได้นั่งเรือแบบที่หลายๆคนไป วิธีเดินทาง ให้มาตามทางเข้าสามพันโบก ผ่านหมูบ้านที่เป็นถนนลาดยางมาเรื่อยๆ จะเจอสามแยกเขียนว่าเลี้ยวขวาทางลัดไปสามพันโบก เป็นทางลูกรัง ให้เลี้ยวไปตามทางนั้น เสียค่าจอด 20 บาท แต่ถ้านั่งเรือก็จะได้ไปเที่ยวหาดหงษ์ หรือชมวิวริมแม่น้ำ เพราะฉะนั้นเลือกเอาตามสะดวกเลย
 
 
 
ขนาดแดดร้อนขนาดนี้ คนยังหลั่งไหลมาไม่ขาดสาย ลูกเด็กเล็กแดง พี่ป้าน้าอา มากันหมด สามพันโบกที่เราตั้งใจว่าจะเป็นไฮไลท์ของทริปนี้ แต่เราดันไปเจอหาดชมดาวที่สวยสะพรึงมาแล้ว สามพันโบกเลยไม่ค่อยตื่นตาตื่นใจมากเท่าที่คิดไว้
 

สามพันโบก จะต่างกับหาดชมดาวตรงที่หาดชมดาวจะเป็นแก่งหิน สูงๆ เรียบสลับซับซ้อน แต่สามพันโบก จะเป็นหลุมเป็นบ่อ ตามชื่อ โบก ที่แปลว่า หลุม
 
 
 

เดินขึ้นมาจะเจอสระน้ำขนาดใหญ่ คือสระพญานาค ทุกปีจะมีการทำพิธีที่สระนี้ นี่คือความรู้ทั้งหมดที่ได้แอบฟังน้องมัคคุเทศก์น้อยมา
 

และแล้วก็มาถึงโบกไฮไลท์ที่ใครมาที่นี่ก็ต้องถ่าย คือ โบกมิกกี้เมาส์ เอาสิแก ขึ้นมาเจอสระพญานาค เดินถัดมาเป็นโบกมิกกี้เมาส์ เป็นการผสมผสานวัฒนธรรมได้อย่างลงตัวมาก
 
 
ถ่ายรูปกัน เพื่อนก็บอกว่า หินนั้นเท่ดีว่ะ(หินขวามือ) เราก็บอกหินหัวหมา คือตอบไปแบบไม่รู้ แต่รูปร่างเหมือนหมา คนไทยชอบเปรียบรูปร่างกับหินเป็นสัตว์ต่างๆ หมาเนี่ยแหละใกล้เคียงสุด แล้วก็ถ่ายรูปแบบเมินๆหัวพี่หมาที่อยู่ด้านหลัง พอกลับมาเจอรูปคนอื่นที่ถ่ายสามพันโบกกัน อ้าว!!! หินหัวสุนัขนั่นก็ไฮไลท์ว่ะ นี่ไง ผลของการไม่จ้างมัคคุเทศก์น้อยอีกแล้ว 5555
 

 
 
 
 
ก่อนกลับ แวะถ่ายกับสระพญานาคกันก่อน ถ้าเป็นแสงเย็นหรือแสงเช้า ตรงนี้น่าจะสวยมาก แต่เราแฮงค์ เราป่วย เราตื่นสาย เก๊าขอโทษนะเพื่อนๆ 5555
 
 
 เที่ยวจนถึงประมาณเที่ยงเราก็เดินทางเข้าตัวเมืองอุบล มาถึงอุบลก็ต้องไม่พลาดอาหารเวียดนาม
 
 


ร้านสบายใจ อาหารราคาถูกมาก รสชาติดี แต่เราว่าน้ำจิ้มแหนมเนืองรสอ่อนไปนิด ส่วนปากหม้อญวณ กับปอเปี้ยะทอดอร่อยมาก เพิ่งเคยกินปากหม้อญวณใส่ไข่ นี่ปลื้มมากจริงๆ กินกัน 5 คน หมดไป 250 บาทเอง อยากให้ร้านอาหารเวียดนามในกรุงเทพถูกแบบนี้บ้าง 250 บาทกินใน กทม. นั่นกินได้คนเดียวเองนะ

ก่อนกลับเราก็ไปซื้อหมูยอร้านตองหนึ่ง แล้วก็กาแฟดาวกลับไปเป็นของฝาก ตอนไปลาวไม่ได้ซื้อ เพื่อนๆเพิ่งมาติดใจตอนคุณป้าที่โขงเจียมโฮมสเตย์ชงให้กิน ไอ้ตอนเที่ยวนี่ไม่เท่าไหร่ มาหมดตัวเอาตอนซื้อของฝากเนี่ยแหละ
ชี้ๆๆๆ กันแบบไม่แคร์ตังค์ในกระเป๋ากันเลย จะต้องกลับจริงๆแล้วหลอ อยากอยู่เที่ยวต่ออีกหลายๆที่ มีผาแต้ม ผาชะนะได และอีกหลายที่ที่เรายังไม่ได้ไปเลย คนอุบลก็น่ารักใจดี คุยเก่งมาก ทั้งที่ปกติเราเข้าหาผู้ใหญ่ไม่ค่อยเก่งนะ แต่เวลาเจอป้าๆแม่ค้าชวนคุยนี่คุยเพลินเลย ไว้จะมาใหม่เด้อ อุบลเด้อ



ช่วงเวลาที่เบื่อที่สุดคือการนั่งเครื่องบิน หรือนั่งรถกลับจากสถานที่ท่องเที่ยว บางทีก็อยากให้การเดินทางมันนานๆ อย่าเพิ่งถึงกรุงเทพเลย แค่ล้อเครื่องบินแตะพื้นที่ดอนเมืองเท่านั้นแหละ ก็เหมือนโลกแห่งความจริงทั้งหมดอันโหดร้ายพุ่งเข้ามากระแทกหน้าทันที
 

ทริปของเราไปกัน 5 คน 3 วัน 2 คืน ขับรถกันประมาณ 500 กว่ากิโล อาจจะเหนื่อยหน่อย อาจจะเที่ยวไม่ครบ แต่เราเลือกแล้วว่าจะไปแค่ที่ที่อยากไป ให้เวลากับสิ่งที่เราสนใจ อันไหนไม่ชอบก็ปล่อยผ่าน นี่แหละคือความสุขของการไปเที่ยวด้วยตัวเอง ชอบแบบไหนก็ไปแบบนั้น ถ้าหาเจอในสิ่งที่ชอบแล้วก็เก็บกระเป๋าออกไปเถอะ อย่ารอเลย โดยเฉพาะหน้าแล้งที่สา่มพันโบกและหาดชมดาวกำลังสวย กดจองตั๋วเลย เชื่อเรา ☺

ข้อมูลการเดินทาง

1.การเดินทาง
กรุงเทพ - อุบลราชธานี
สามารถเดินทางได้ทั้งทางเครื่องบิน รถไฟ และรถทัวร์

การเดินทางภายในจังหวัดอุบลราชธานี
เนื่องจากสถานที่ท่องเที่ยวแต่ละที่ในจังหวัดอุบลราชธานีห่างจากตัวเมืองมาก ถ้าไปหลายคนแนะนำให้เช่ารถขับดีกว่า เพราะการเดินทางด้วยขนส่งสาธารณะยังไม่สะดวกเท่าไหร่

การเดินทางไปปากเซ
จากตัวเมืองอุบลไปปากเซ
สำหรับคนที่ไม่ได้เช่ารถขับสามารถเดินทางโดยรถทัวร์ได้ ตามนี้

การเดินทางในปากเซ
one day trip น้ำตกในปากซอง ส่วนใหญ่โปรแกรม ตาดเยือง ตาดฟาน ตาดผาส้วม ราคารวมทุกอย่างแล้ว วันละ 2,500 – 3,000 บาท แล้วแต่ต่อรอง แต่ทางที่ดีลองถามก่อนว่าเค้าเอารถอะไรมารับ เพราะคราวที่แล้วเราไปกับครอบครัว 4 คนช่วงเข้าพรรษา เค้าเอารถเก๋งมารับ ครั้งนี้บอกเค้าว่า 5 คน เค้าเลยเอา TOYOTA COMMUTER มารับ (เป็นแบบ 14 ที่นั่ง แต่นั่งได้ 10 คน เพราะเบาะหลังเค้าถอดออก ) อ้ายสมรักษ์ +856 20 553 51774, +856 20 986 28966

2.ที่พัก
ครัวสามพันโบกบ้าน 1 หลัง 5 คน 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ ราคา 1,000 บาท โทร. 085-026-6295
(ในห้องมีแค่เตียงกับพัดลม)

โขงเจียมโฮมสเตย์  บ้านริมน้ำ แอร์ 600 บาท(มีแอร์ ตูเย็น น้ำอุ่น) พัดลม 400 บาท(มีน้ำอุ่น)  
ไม่มีอาหารเช้า แต่มีโจ๊ก กาแฟ หรือมาม่า ขายที่บ้านของคุณป้าที่ดูแล โทร. 087-448-9399

หรือใครจะพักที่เขมราฐก็ได้ มีที่พักให้เลือกเยอะมาก และมีถนนคนเดินด้วย แต่เราเพิ่งมารู้ตอนจองทุกอย่างไปหมดแล้ว

3.แผนการเดินทาง

ปกติเวลาเราไปเที่ยว เราจะทำแผนเดินทางแบบละเอียดๆ ใส่ทุกอย่างที่อยากไปไว้ให้หมดก่อน แล้วลองใส่เวลาดูว่ามันเป็นไปได้จริงมั้ย แต่เอาเข้าจริง ก็ไม่เคยเที่ยวได้ครบ ถ้าขี้เกียจก็ตัดทิ้ง ถ้าไม่ทันก็ไม่ไป แต่ใส่ไว้เยอะๆ เผื่อมีเหตุฉุกเฉินจะได้เผื่อเลือก
 
ค่าใช้จ่าย

ค่าใช้จ่ายสำหรับ 5 คน เราใช้ไปทั้งหมด รวมทุกอย่างยกเว้นของฝาก หมดไป 20,360 บาท (คนละ 4,072 บาท) อันนี้เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับ 5 คน ถ้าไปกันเยอะก็จะหารค่ารถที่ลาวแล้วได้ราคาต่อคนถูกลง
 
 
“ออกไปเที่ยวเมืองไทยกันเถอะ อย่าปล่อยให้เรื่องราวต่างๆมันเป็นเพียงเขาเล่าว่าเลย”
  
 

เเท็กที่เกี่ยวข้อง
ที่เทียวอุบล หาดชมดาว สามพันโบก ลาวใต้ ปากเซ เที่ยวอีสาน


TOP 10 THE BEST MONTHLY REVIEWS

Copyright 2019 TRIPGETHER. All Rights reserved.

Check Bot

แสดงบอทที่เข้ามาเก็บข้อมูล
บอทตัวล่าสุดที่เข้ามาเก็บข้อมูล คือ
Mediapartners-Google (Adsense) (72.14.199.151) วันนี้ เวลา 19.14 น.