ครั้งหนึ่งในชีวิตที่เรา (แม่ลูก) คือผู้พิชิตภูกระดึง
7.1K
Views
27  มี.ค. 2560

ใครๆก็ฝัน แต่จะทำให้ฝันนั้นเป็นจริงได้มันก็ไม่ง่ายว่ามั้ยคะ? ขอแนะนำตัวเองก่อนนะคะ ชื่อมะนาวค่ะ ส่วนผู้ที่ไป อึด ถึก ลุยด้วย คือ ลูกสาวค่ะ ชื่อ กัสท์จัง ลูกสาวช่วยให้ฝันของมะนาวเป็นจริง เพราะ.... ลูกมีเวลาว่างจากการเรียน ในช่วงปีใหม่ปิดยาว จึงชวนลูกไปเที่ยวค่ะ ไปใกล้ๆ สบายๆ ไหมลูก? เกาะสีชัง? เคมิ? รีสอร์ทสวยๆ มีสระว่ายน้ำ.. ไม่อ้ะ!! หนูจะไปภูกระดึง (ลูกบอกที่จะไปภูกระดึงด้วยเพราะ อยากกตัญญูต่อแม่จึงขึ้นภูกระดึงกับแม่) อยากจะกรี๊ดค่ะ เพราะมะนาวอยากจะไปภูกระดึงนานแล้ว หาเพื่อนไปก็หลายครั้ง ไม่มีใครไปด้วยซะที จนคิดว่าจะลุยคนเดียวละ อยากจะรู้ว่ามันจะเหนื่อยแค่ไหน อิอิ แต่ก็แอบเป็นห่วงลูก เพราะศึกษามาว่าเส้นทางโหดมากกับการเดินขึ้นภูและเดินป่าเที่ยวชมธรรมชาติ กลัวค่ะบอกตรงๆ กลัวลูกไม่ไหว กลัวใจเราไม่สู้ ถามลูกแล้ว ถามลูกอีก ว่าไหวนะ?? จนลูกเริ่มกลัว มะนาวเลยหยุดถาม

ทริปนี้มีตากล้องไปด้วยอีกท่านค่ะ เพราะถ้าเราไม่ไหว จะได้มีคนแบกเราสองแม่ลูก สรุปเราไปซื้อตั๋วก่อนเดินทาง นั่งแบบดีที่สุด ไป-กลับ เพราะไม่อยากก่อนขึ้นหรือลงมาแล้วมันทรมาน ซื้อของบริษัทแอร์เมืองเลย วีไอพี  ซื้อไปกลับราคาคนละ 1,000 บาทค่ะ ลงที่ผานกเค้า ร้านเจ้กิม ทริปนี้ถือว่าเป็นครั้งแรกที่ออกลุยเรื่องเงิน เราเลยไม่ค่อยได้มีรายละเอียดนะคะ ตั้งงบไว้คนละ 4,000 บาท นอนบนรถทัวร์ ไปและกลับ นอนบนภูกระดึงสองคืนค่ะ ให้กัสท์จังถือไว้และเป็นผู้จ่าย ก็เหลือกลับมาทอนค่ะ ขอโทษไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะคะ ดูขำๆ สนุกๆ ละกันเนอะ

โฉมหน้าเราแม่ลูกค่ะ แอบกลัวว่าจะตีกันตายไหมเวลาเหนื่อย เรามาถึงร้านเจ๊กิมก็ตี3 ได้ค่ะ อากาศหนาว ตัวสั่นกันเลย (19 องศา) แต่ไม่ต้องห่วงค่ะ มีคนนั่งรอเป็นเพื่อนกันเยอะค่ะ

มีนักท่องเที่ยวขาลุยมาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ จนร้านเจ้กิมเปิดทำการ เราก็หาข้าวเช้ารับประทาน เข้าห้องน้ำ ล้างหน้าแปรงฟัน (ห้องน้ำหลอนค่ะ ขอบอกอิอิ)

ท่านไหนไม่ได้เตรียมชุดอุปกรณ์กันหนาวมาไม่ต้องกลัวฝั่งตรงข้ามมีร้านให้ช็อปปิ้ง ราคาก็ไม่ได้แพงค่ะ

6 โมงกว่าๆก็เริ่มมีรถสองแถวสีแดงมาจอดรอ 10 คนก็ออกรถ หรือหารกันไม่รอก็ได้ค่ะ ตอนนั้นก็หารกันสี่ห้าคน คนละ 40 บาท ถึงอุทยานแห่งชาติภูกระดึงแล้ว สู้โว๊ยยย

คนข้างหลัง เค้าต้องการกำลังใจอ้ะเปล่า สาธุ ขอให้แข็งแรง เดินขึ้นภูกระดึงไหวด้วยเถอะ

หลังจากจ่ายค่าเต็นท์ ค่าเข้าอุทยานเรียบร้อยเราก็มาที่จุดช่างสัมภาระค่ะ ตื่นเต้นมากค่ะ เพราะเราขนกันมาแบบจัดเต็มสามฤดูกาล

สรุปยอดตาช่างเรา 30 กิโลกรัม เวอร์กว่านักท่องเที่ยวปรกติเท่าตัว

ระหว่างรวบรวมกำลังใจจะเดินหน้าต่อไป เราก็เฝ้ามองลูกหาบ จนรู้สึกฮึกเหิมได้ที่ก็ลุย

ไห้วพระขอพร พร้อมละนะ ไปกันได้  ถึงจุดๆนี้ ถอยไม่ได้ละ อายเค้าตาย

กลับมานั่งเล่าเรื่องที่ผ่านมาแล้วตั้ง 4 เดือน เวลาดูภาพยังคงตื่นเต้นอยู่เลยค่ะ ยังจำได้ดี ไม่มีลืม

อ่านรีวิวมามากมายแค่ไหน ไม่ได้มาเองมันก็ไม่เข้าใจ เอาล่ะ ไปเข้าใจกันว่า มันจะไหวไหม?

เจอกองไม้ไผ่ที่อ่านมาว่า ต้องมีไว้ช่วยชีวิต ไม่ได้ไว้ตีหมานะคะ ไว้พยุงร่างขึ้นเขาค่ะ

ช่วงแรกนี้ตื่นตา ตื่นใจ กดชัดเตอร์ไปเรื่อยค่ะ รู้สึกเหมือนอยู่เกาหลีเลย(ดูจากซีรี่ย์) ป่าไผ่สีทอง สวยจริงๆค่ะ

ท่านน่าจะเหนื่อยค่ะ อยากช่วยแต่ไปลองดูนิดหนึ่ง ไม่ขยับเลยค่ะ

หลังจากภาพนี้ มะนาวเก็บกล้องเลยค่ะ ขอบอกเลยว่า มะนาวเหนื่อย แสบร้อนในช่องอก เหมือนจะอาเจียนเลย เก็บอาการมาไม่อยากให้ลูกรู้ กัสท์จังยังตื่นเต้น กลัวว่าเราจะเดินไม่ถึงตามเวลากำหนด แต่มะนาวได้แต่โบกมือว่า นำไปก่อนเลยลูก

ใครมาถึงคนสุดท้ายคงรู้ มะนาวกัดฟันมาเลย นี้ยังแค่2กิโลเมตรแรกเองนะ ใจจิขาดดดดด สภาพ กัสท์จังแฮ่กๆๆๆๆ กับช่างภาพพี่เลี้ยงของเรา

ซำแฮกที่รัก สวยงามจริงๆคร่า

หลังจากเดินมา2กิโลเมตร 2 ชั่วโมง เกิดความกลัวขึ้นระดับ7 ใน 10 จะถึงวังกวาง ที่กางเต็นท์กี่โมง คิดว่าความไวในการเดินของเรา 1 ชม./ก.ม. ระยะทางถึงวังกวาง 9 ก.ม  เดินมา2 อีก 6ช.ม เริ่มออกเดินตอน8โมงเช้า นี้ก็ 10 โมงแล้ว ถ้าไม่ทัน ก็นอนมันข้างทางก่อนสักคืนได้มะ

อย่ามัวบ่น กินอิ่มแล้ว ไปห้องน้ำให้เรียบร้อย เป็นห้องน้ำที่ 2 จากร้านเจ้กิม ที่ มีเอกลักษณ์แตกต่าง ห้องน้ำแรกร้านเจ๊กิม เหมือนย้อนวัยไปสมัยเรียนโรงเรียนวัด มีรางน้ำทิ้งยาววววมาจากก๊อกที่ 1 ตอนนั้นมะนาวขอเลือกก๊อกสุดท้าย ไม่อยากให้ใครเห็นฟองยาสีฟันที่เราใช้แล้ว ห้องน้ำที่2 (ที่ ซำกกซาง)แบบ โอเพนแอร์ เปิดประทุนกัสท์จังบอก5555 ไม่มีที่ล็อคประตู เป็นสังกะสี ก็ยังพอไหวค่ะ การมาภูกระดึง เราแม่ลูก มาพิสูจน์ส้วมกันรึนี้

ไม่รู้ถึงไหนแล้ว เพราะกล้องเก็บเรียบร้อย ตั้งใจเดินสุดชีวิต เวลาเหนื่อย ท้อ เราก็มีกำลังจาก จากพี่ๆลูกหาบ เราทำได้ๆๆ ท่องไว้ ทรายเข้ารองเท้าเดินลำบาก กัสท์จังแอบบ่นว่า รองเท้าชิคๆแอนคูล ของกัตท์หมดสภาพ

ความน่ารักของลูก ที่ช่วยทายาคลายกล้ามเนื้อน่องให้แม่มันเย็นซู่ซ่า มีกำลังใจเดินไปอีกหลายกิโลเมตร

จุดที่พีคที่สุดดด หลังแปอีก 1,300 m สู้กันอีกตั้งกับ ซำแคร่ ทางโหดพอๆ กับซำแฮกเลย แต่จบจากตรงนี้จะเดินทางราบแล้ว ไหวอยู่ๆๆๆ ก่อนจะไปต่อ.. มาสนทนาเรื่องส้วมกันต่ออีก1ส้วมค่ะ ห้องน้ำที่3 (ที่ซำกกโดน)กัสท์จังเข้าไปแล้วล็อคประตู้ ก็ร้องกรี๊ดดดดด อะไรลูก???? จิ้งเหลนอ้ะแม่!!!! ออกมาจากห้องน้ำกัสท์จังถามมะนาวว่า ต้องสตองแค่ไหน? ถึงจะอยู่รอด ขำๆกันไป สนุกดีค่ะ มีเวลาได้ผจญภัยไปด้วยกัน..

หนูทำได้ๆๆๆๆๆ มะนาวหลอกลูกให้โดด จริงๆตอนนั้น กัสท์จังเหนื่อยสุดตัว ระหว่างรอคิวถ่ายภาพคู่กับป้าย "ครั้งหนึ่งในชีวิต เราคือผู้พิซิตภูกระดึง" เราทิ้งร่าง นอนกลิ้ง ตั้งกล้องรอคิวว่าง เราสามคนคือ ผู้รอดชีวิตมาถึง หลังแป ระยะ 5.5 กิโลเมตรได้!!!!

หายเหนื่อย ยินดีกับชัยชนะเรียบร้อย เราก็ออกเดินทาง มุ่งหน้าไป วังกวางอีก 3.5 กิโลเมตร ไม่น่าจะมีอะไรมาก เดินฟินๆเรื่อยๆไม่ต้องไต่ ไม่ต้องใช้สองมือ สองเท้า คลานอีกต่อไปโฮโฮ ยังคงคึกคัก ตามหาต้นสนที่ยืนเด่นต้อนรับนักเดินทางต้นคู่นี้อ้ะเปล่านะ?

รึต้นนี้?

สรุป ถ่ายรูปมันทุกต้นเลยละกัน!

เดินทางราบ มันร้อนกว่าตอนตะกายขึ้นเขามา ควรเตรียมตัวให้พร้อมนะค่ะ ทั้งหมวก เสื้อแขนยาว น้ำดื่ม และ ยาดม เดินได้ไวขึ้นค่ะ บ่ายสามโมงเราก็มาถึง ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว อุทยานแห่งชาติ ที่ๆเราจะนอนเต็นท์ค่ะ  ถึงซะที ดีใจอยากจะลงไปดิ้นๆที่พื้นค่ะ

ไม่มีเหงาค่ะ ตลอดทาง เรามีเพื่อนนักเดินทาง ตามกันมาติดๆ ไม่มีอันตรายอะไร ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ มีอย่างเดียวคือ ถึกเข้าไว้ ก้าวเดินไปเรื่อยๆเดี๋ยวก็ถึง

ออกเดินทางขึ้นภูมาตั้งแต่ 8โมงเช้า ถึงจุดกางเต็นท์ 15:00 ระยะทาง 9 กิโลเมตร เราใช้เวลาเดิน 7 ช.ม ตอนแรกแอบอายค่ะ ว่าเราทั้งสาม อาจจะเดินช้าที่สุดแน่ๆ แต่พอถามท่านอื่นๆ ก็ใช้เวลาใก้ลๆกันค่ะ ค่อยยังชั่ว ม่ายงั้น อายเค้าตาย

ถนนที่เดินส่วนมากเป็นทราย เลยเข้ารองเท้าตลอดค่ะ

ความสุขของ กัสท์จัง เลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับการนอนของพวกเราอยู่

หอบกันไป ที่นอน หมอน ถุงนอน ให้กัสท์จังเป็นผู้เลือกว่าจะนอนเต็นท์ไหน?

สำรวจแล้ว ไม่มีทากแอบเข้ามานอนรอเราแน่นอนสรุปลงตัว ที่นี้จะเป็นบ้านของเราสองคืน

พักพอหายเหนื่อย เราก็ต้องรวบรวมกำลังภายในที่เหลืออยู่น้อยนิด มุ่งมั่นไปดูพระอาทิตย์ตกที่ผ่าหมากดูก ระยะทาง 2 กิโลเมตร อย่าลีลา...ออกเดินทางได้ แค่นี้เองจิ๊บๆ ชั่วโมงเดียวก็ถึง

อยากจะปั่นจักรยานนะ แต่คิดว่า เจ็บก้นตายแน่ เดินดีกว่าาาาา

คู่นี้คงโดนรองเท้างับนิ้วมาแน่ๆ

มาถึงก็เกือบจะ5โมงครึ่ง เจอแสงเทพแบบนี้ น้ำตาจิไหล สวยโครตอ้ะ หายเหนื่อยเลย สวรรค์ของคนชอบกดชัดเตอร์เลย

แต่คนที่ไม่ได้กดชัดเตอร์ล่ะ? หันไปชวนกัสท์จังเป็นนางแบบ นางแบบงอแง ห้ามรบกวนลูกเด็ดขาด หลังจากลูกเดินมาสิบกว่ากิโลเมตร ไม่งั้นชะตาแม่ ขาด!

ทุกคนนั่งใจจดใจจ่อ รอเวลา ชมไข่แดง

ธรรมชาติเริ่มทำการเปิดม่าน ทำการแสดง

มะนาวขอปูเสื่อรอชมเลย

กดถ่ายภาพใบสุดท้าย พอใจแล้วสำหรับการได้มา ชมพระอาทิตย์ตกที่ผาหมากดูก ปลุกกัสท์จังเดินกลับจุดกางเต็นท์ได้ ขากลับ แจกไฟฉายคนล่ะอัน เดินกลับตามๆกันมากับคนอื่นๆ ไม่อันตรายค่ะ ถึงไปถึกคนเดียว ก็สามารถตีสนิท มีเพื่อนใหม่ขาถึกเหมือนกันได้ และจะสนิทกันอย่างรวดเร็วเพราะแลกเปลี่ยนกันเล่าถึงการผจญภัยของการไต่ภูกระดึงขึ้นมาได้  มิตรภาพเกิดขึ้นได้ง่ายๆ เพียงคุณยิ้มและทักทาย มะนาวได้เพื่อนพูดคุยกับคนสองคน คนที่อยากจะเดินทางไปภูกระดึง เข้าไปที่ กลุ่มรักภูกระดึง เพราะเราจะได้ความรู้ ได้เพื่อนใหม่ๆ รวมทั้งอาจจะได้เพื่อนร่วมเดินทางไปด้วยกัน ไม่เข้าใจสิ่งใด เพื่อนๆ พี่ๆ ในกลุ่ม จะช่วยตอบข้อข้องใจให้ และมะนาวก็บังเอิญได้พบ เพื่อนใหม่ที่น่ารักหลายคน กลับมา ทุกวันนี้ ยังคงติดตามกันและกันค่ะ ว่าใครไปไหนยังงัย.....ขากลับ กัสท์จังเกิดอาการหมดพลังงาน... ถึงกับต้องเกือบจะแบกกันเดินกลับเลยค่ะ จึงเป็นหนึ่งชั่วโมงสุดท้าย 2 กิโลเมตรท้ายสุดของวันนี้ ที่ทรมาน ลูกจริงๆ ลากขากันมาอย่างหมดแรง ในความมืดก็บังเอิญไปส่องเห็นแมงมุมตัวโต อยู่กลางถนน!!! เท่านั้นล่ะ มีแรงกันขึ้นมาเลยแม่ ลูก ตื่นเต้นได้ส่องสัตว์ตอนกลางคืน อิอิ บุยๆผาหมากดูก ต้องมีวันที่เราจะกลับมาพบกันอีกแน่นอน

ย้อนกลับไปเมื่อคืน เรากลับมาถึงเต็นท์ก็น่าจะไม่เกินสามทุ่มค่ะ อากาศเย็นจัดขึ้นเรื่อยๆ ไม่อาบน้ำก็ไม่ไหวละ อาบเหงื่อมาทั้งวันเป็นโอ่งๆ กัสท์จังเหนื่อยแสนสาหัสขอผ่าน ขอแค่ ทิดชู่เปียกเช็ดตัวในห้องน้ำ มะนาวรอคิวอาบน้ำค่ะ ห้องน้ำน้อยไปค่ะ สำหรับคนที่มาใช้บริการอาบน้ำ รอกันคิวยาว ก็เตรียมทำใจไว้ด้วยนะคะเรื่องนี้... เข้าไปในห้องน้ำ ทำไงดี น้ำเย็นเหมือนน้ำแข็งเลย ก็ค่อยๆราดที่เท้าขึ้นมา....ไม่ถึงสามวินาที ยังไม่ทันจะกรีดร้องว่าหน๊าวววววหนาวววว พี่ตะคิวกินขาสองข้าง ปวดมากค่ะ นั่งลงที่พื้น น้ำตาหยด บวกกับขำสภาพตัวเองทั้งหนาว ทั้งเย็น บีบเท้า บีบน่องตัวเองแบบอนาถ กว่าจะอาบน้ำเสร็จ มันเหมือนใช้เวลาเป็นชาติ ที่ไหนได้ มะนาวเข้าไปหลังห้องทั้ง5 แต่ ออกมาเร็วกว่าทั้ง5  ไม่ทราบคนในห้องน้ำอื่นๆ ยังมีชีวิตอยู่ไหมนะ? เดินกลับไปเต็นท์ด้วยท่า เพนกวิน คือ เดิน ตุปัดตุเป๋ มือไม้ดุ๊กดิ๊กปัดไปมาพะยุงร่างให้ไม่ล้มลง... ก่อนจะมาก็ได้ซื้อ ยาทุกชนิด ทั้ง ยาทา กิน แปะ นวด ดม หมดค่ายาไปเป็นพันบาท ยาที่เน้นมากๆคือ ยาพ่น ซอฟเฟล จัดมาขวดกลางคนล่ะขวด กลัวแย่งกันค่ะ ถ้าเจอทากจะได้ช่วยชีวิตตัวเองได้ ก่อนนอน แม่ลูก ก็จัดยาทุกชนิดที่นำมาชุดใหญ่ หลับกลางอากาศเลยค่ะ กลัวค่ะ ว่าเช้ามา จะหายตึงกล้ามเนื้อไหม ร่างมันจะแหลกยังงัยไม่รู้คืนนี้? อาหารที่กินคืนนี้ ของขึ้นชื่อของการมาภูกระดึงค่ะ หมูกะทะนั่นเอง ทำไมมันโคตรเลอค่าขนาดนี้ ภาพไม่มีค่ะ เหนื่อยเกินจะถ่ายรูป รึเดินไปเล่นกับกวาง ที่มารับแขกหน้าร้านอาหาร อิ่มเรียบร้อย รีบกลับมากินยานอน ทันทีค่ะ โครงการว่าตี 4 จะตื่นไปชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ ผานกแอ่น แต่!! ลุกไปไม่ไหว ขอติดไว้ก่อนล่ะกัน แหะๆ ไม่ไหวอย่าฝืนเน๊อะ เดี๋ยวไม่สนุก

เช้านี้ยังอาการเพลียๆ ปวดน่องนิดหน่อย แต่พอได้เดินเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆค่ะ อาการ กัสท์จังเช้านี้...ห้ามแม่ยุ่งกับลูก ถ้าไม่อยากตาย...

สิ่งที่จะช่วยให้อะไรๆดีขึ้น คือ อาหารเช้าค่ะ ขอหนักๆ ทุกอย่าง ที่มีในร้านนี้ค่ะ

อิ่มพุงจะระเบิดค่ะ สะสมพลังงานเรียบร้อย พร้อมออกเดินทาง วันนี้ต้องไปหลายจุด ไปถึงผาหล่มสักชมพระอาทิตย์ตก และ ต้องเดินกลับ วันนี้ต้องเดินเกือบ20 กิโลเมตรเองงงงง อิ่มแล้ว อารมณ์ดีแล้ว ออกเดินทางได้ จุดแรก ตือ ลานวัดพระแก้ว ไห้วพระขอพรให้เราเดินทางท่องเที่ยวธรรมชาติปลอดภัย ทั้งไปและกลับ สาธุ

ไม่ค่อยได้ถ่ายภาพอะไรมากค่ะ เพราะแบตมีมาไม่มาก เดี๋ยวจะหมดก่อนถึง ผาหล่มสักแล้วจะเศร้า

สถานีต่อไปคือ สระอโนดาต (ช่วงที่เราไป น้ำตกเริ่มแห้งแล้วค่ะ เลยไม่ได้แวะชมจุดน้ำตก)

อีกนิดเดี๋ยวก็จะถึงแล้วววว ถึงสระอโนดาตนะ

ภาพนี้ให้ชื่อว่า "นี้แน่ะ! พาลูกมาทรมานดีนัก!!"

เดินต่อมาไม่นานก็ผ่าน น้ำตกถ้ำสอเหนือ แต่น้ำแห้งมาก เลยไปต่อค่ะ

ระยะจากจุดนี้ ยิงยาวไปถึงผาหล่มสักเลยค่ะ ร้อนมาก น้ำดื่มนำไปไม่พอ ต้องแบ่งกันดื่ม ต้องเตรียมน้ำและอาหารติดตัวไปนะคะ เพราะตลอดทางไม่มีร้านค้าค่ะ แห้งแล้งเชียว

มีเพียง บราวนี่ ที่โด่งดั่งที่สุด อร่อยที่สุด ที่เป็นกำลังใจให้เราก้าวขาเดินตากแดดต่อไป ร้านชื่อ ร้านกาแฟชมพู่มะเหมี่ยวค่ะ เราจองกันไว้คนละ 2 ชิ้น

ไปถึงรีบหม่ำทันที่ 1 ชิ้น อร่อยจริง สมคำร่ำลือ ส่วนอีกชิ้น เก็บไว้เป็นเสบียงตอนเดินกลับตั้งแต่มาถึงผาหล่มสัก...เราก็ ยัด! ทุกอย่างเข้าร่าง ดั่งเช่นจะเป็นอาหารมื้อสุดท้ายของชีวิตและแน่นอน ใครว่าเชยฉันก็ไม่สน ขอถ่ายภาพเป็นการ ยืนยันว่าเรา มาถึงผาหล่มสักแล้วววว นะเออๆๆๆ

เดินไปเห็นวิว น้ำตาจะไหล กราบขอบพระคุณ ทีน ที่พาเรามาเที่ยวไกลขนาดนี้ มีหลายครั้ง ที่ใจมันไม่ไหว ร้อน เมื่อย ปวดหลัง เจ็บน่อง เจ้าทีนของเรา มันยังคงทำหน้าที่ก้าวเดินมาเรื่อยๆจนถึงตรงนี้ได้

กดภาพ อย่างบ้าคลั่ง

ร้านค้าให้เสื่อมาปูนอนชาร์จแบต เราก็ไม่นอน โดด เด้ง ถ่ายรูปกัน

แสงเย็น เริ่มมาแล้วววว ลุ้นต่อไป ว่าจะได้เห็นไข่แดงไหม?

ตอนแรกคิดว่า คงไม่ได้เห็นแล้วไข่แดงที่ ผาหล่มสัก หนทางยังอีกตั้งเกือบ10 กิโลเมตร ที่จะต้องเดินกลับไปที่จุดกางเต็นท์ ถอดใจ เดินหันหลังให้ผาหล่มสัก เดินไปได้ไม่ถึง 50 เมตร หันกลับมามองเพื่ออำลา ไข่แดง!มายังงัยนี้? ทิ้งลูกลงจากหลัง ขาวิ่ง มือเปลี่ยนเลนส์ จะทันไหมๆๆๆ และเราก็ได้ ภาพสวยๆกลับมาอวดเพื่อนๆให้อิจฉา ท้องฟ้าเริ่มมืด ต้องจากกันจริงๆแล้ว บุยๆผาหล่มสักแล้วเราจะกลับมาอีกแน่นอน....

เดินตามกันมาเป็นแถว ระหว่างทางก็มีจุดขายอาหาร เครื่องดื่มค่ะ ข้าวจี่ เป็นอาหารที่ขึ้นชื่อของภูกระดึงอีกอย่างค่ะ ได้แค่คนล่ะไม้ เพราะเดี๋ยวถึงที่พักก็จะทานข้าวแล้ว กัสท์จังอยากจะเดินกลับไปซื้ออีก ติดใจความอร่อย... เก็บกล้อง... ตั้งใจเดิน... มะนาวเดินไม่ไหวบอกตรงๆ ขามันหมดแรง ต้องขอให้ช่างภาพพี่เลี้ยงจูงมือ เราเดินแข่งกับความมืด ความกลัวจะหลุดห่างจากกลุ่ม เดินไวมาก กัสท์จัง ยังร่าเริ่ง โดดไป ร้องเพลงไป น่าจะเพราะอยากจะหาอะไรทำสนุกๆ 9 กิโลเมตรนี้ เราเดินกลับมาถึงเต็นท์ไม่ถึง 3 ช.ม มะนาวเดินเลยเต็นท์ไปนั่งที่ศาลาถอดรองเท้าทิ้ง เพราะมีแต่ทรายในรองเท้า เดินเหยียบทรายมาตั้งหลายก.ม พอหายเหนื่อย จะลุกขึ้นเดินไปหากัสท์จังที่เต็นท์ ก็ถึงกับร้องไห้เลย เจ็บปวดทุกก้าว ค่อยๆลากขาไป อาจจะเพราะเราหยุดเดิน กล้ามเนื้อไม่ทันตั้งตัวแน่ๆ คืนนี้คงไปโดนตะคริวกินขาในห้องน้ำไม่ไหวล่ะ เช็ดตัวแบบกัสท์จังพอดีกว่า หลังจากเรียบร้อยเราก็ลากสังขาร ไปหาข้าวกิน กัสท์จังอยู่ๆเป็นแบบมะนาว เดินไม่ได้เลย ขาตึง ต้องประคองกันไปร้านอาหาร คืนนั้น มะนาวไม่เจริญอาหารเลย มันเหนื่อยเกินไป  กัสท์จังร้องไห้แง้ๆ ปวดขา ต้องนวดกันไป ขำกันไป สลับร้องไห้ เป็นคืนที่ โคตรทรมาน ถามตัวเองว่า บ้ารึเปล่า มาทำอะไรที่ภูกระดึง ได้ยินเสียงคนคุยกันคึกคักรอบๆ เลยลุกขึ้นมาเปิดหน้าต่าง โอ้ววว วันนี้มีหมอกด้วย

รีบถือกล้องออกมากด เหมือนอยู่เมืองนอกเลย(ดูในทีวีอิอิ) ลืมหมดที่ว่าปวดร่าง555 มะนาวกลับเข้าเต็นท์มาพร้อม ทากทารก1ตัว ไมได้อยากทำบาป แต่!!! ฉีดซอฟเฟลแฉะ ทารกทากจมซอฟเฟลสลบ เค้าผิดไปแล้ว เค้าขอโทษ

กัสท์จังก็คึกคัก หายเจ็บร่างเช่นกัน

มีหมอกแต่ก็ไม่ได้หนาวมากค่ะ สบายๆ พอทานข้าวเช้าเรียบร้อย ก็ออกเดินทางกลับ

ขากลับนี้เดินไต่ระดับลงมาแบบสบายๆไม่รีบค่ะ

แวะกินโน้นนี้ นั้นทุกซำเลยค่ะ ชิลมาก

จะได้กลับบ้านแล้ว

เก็บภาพ เก็บความรู้สึกที่ครั้งหนึ่ง เรามาพิซิตภูกระดึง มันเหนื่อยสุดติ่งกระดิ่งแมวเลยล่ะ แต่มันคุ้มค่ากับสิ่งที่เราได้กลับมา นี้ล่ะมั้งที่เค้าว่า... สิ่งไหนที่ได้มาด้วยความยากลำบากมันจะมีค่า ที่จะต้องจดจำไปจนตาย เซ็นชื่อออกจากภูกระดึงเรียบร้อย รีบถอดรองเท้าโยนทิ้ง สองคนแม่ลูกนั่งมองนิ้วเท้าดุ๊กดิ๊กของกันและกัน และต่างบ่นว่า "ครั้งเดียวในชีวิตที่มาพิซิตภูกระดึงพอแล้ว สำหรับเราแม่ลูก" แต่พอกลับมาเลียแผลกายหายอักเสบ ไม่เจ็บไม่ปวดเราก็คิดถึงภูกระดึงกันซะแล้ว อยากจะกลับไปหาอีก มันแปลกดีนะคะ.....ถ้าไม่เชื่อ!!! ขอท้าให้ลอง แล้วคุณจะรู้คำตอบด้วยตัวคุณเองว่า เพราะอะไร? ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านค่ะ ยาวมากสุดที่มะนาวเขียน........ ตั้งใจแชร์ประสบการณ์สายหัด ถึก ลุย ให้เพื่อนๆอ่าน และอยากจะไปท่องเที่ยวแบบที่มะนาวไป " เที่ยวเมืองไทย ไม่ไปไม่รู้ " แล้วพบกันใหม่ทริปหน้าค่ะ

บทสรุปของทริปโหดนี้...เรารักกันมากขึ้น และ ไปเที่ยวด้วยกันบ่อยขึ้น ลูกอยากถ่ายภาพแบบแม่ ต้องถอยกล้องให้ลูกเร็วๆนี้ เพื่อทริปหน้าของพวกเรา...

ขอบคุณทริปการเดินทางสนุกๆ จากสมาชิกพันทิปคุณ JUN Devil
สามารถติดตามรีวิวทริปอื่นๆ ได้จากคุณ JUN Devil

 


เเท็กที่เกี่ยวข้อง
ที่เที่ยวทั่วไทย ที่เที่ยวภูเขา ภูกระดึง
เรื่องที่คุณอาจสนใจ

Copyright 2019 TRIPGETHER. All Rights reserved.

Check Bot

แสดงบอทที่เข้ามาเก็บข้อมูล
บอทตัวล่าสุดที่เข้ามาเก็บข้อมูล คือ
Google (66.249.79.220) วันนี้ เวลา 21.53 น.